[Fiction] Prisoner of Love [02]
posted on 18 May 2008 21:20 by evencyeve in LF-Prisoner-of-LoveTitle : Prisoner of Love
Author : Evencyeve
Couple : Yunho X JaeJoong / Yuchun X Junsu / Changmin X Yuhwan
** ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคที่เราตั้งใจเขียนมาก เขียนด้วยใจจริงๆ หากพบเจอว่าผู้ใดกระทำการล่วงละเมิดโดยก็อปปี้หรือดัดแปลงเอาไปลงที่เว็บอื่นใดโดยไม่ได้รับอนุญาต เราจะจัดการขั้นเด็ดขาดอย่างแน่นอน! [โหมดโฉดและเอาจริง!]
[02]
ริมฝีปากสีจัดจรดรับกับขอบแก้วบางใส กระดกเครื่องดื่มรสนุ่มลิ้นกลืนผ่านลำคออย่างใจเย็น เก้าอี้นวมนุ่มตัวใหญ่แลดูอ้างว้างไปถนัดตาเมื่อมีเพียงร่างสูงสง่านั่งทอดกายอยู่ลำพัง เสื้อสูทสีเข้มเนื้อดีถูกวางพาดไว้กับพนักพิง เหลือเพียงเชิ๊ตตัวบางสีขาวสะอาดตาที่ยังคละคล้องด้วยเนคไทต์หลวม เสียงเพลงต่ำเบาเคลียเคล้าที่ข้างหูช่วยให้ประสาทสมองรู้สึกผ่อนคลาย แต่ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แสงไฟสลัวของผับกลับไม่ได้ดูจืดจางลางเลืองในสายตาของใครหลายคนแม้แต่น้อย หากเมื่อมีใครอีกคนชูมือขึ้นทักทาย ยุนโฮก็เผยรอยยิ้มทักตอบได้ไม่ยากเย็นเช่นกัน
“ขอโทษทีว่ะเพื่อน รถติดไปหน่อยเลยมาช้า”
“เดี๋ยวนี้รู้จักขอโทษใครเป็นด้วยรึไง เท่าที่รู้...ปาร์คยูชอนไม่เคยก้มหัวให้ใครไม่ใช่หรือ?” นามเรียกขานแสนคุ้นเคยถูกเอ่ยผ่านริมฝีปากด้วยเสียงเยาะหยัน กระดกแก้วเหล้าจิบผ่านลงคอช้าๆ
“พ่อแกเสียทำไมไม่เห็นส่งข่าวกันบ้างเลยวะ นี่ยังคิดว่าฉันเป็นเพื่อนแกอยู่รึเปล่า ถ้าหนังสือพิมพ์ไม่ลงข่าว คงไม่รู้...ว่าตระกูลชองเปลี่ยนผู้บริหารคนใหม่แล้ว”
“แล้วไง?” ยุนโฮยอกย้อน “ถ้าฉันบอก แล้วแกจะยอมทิ้งงานกับลูกค้าคนสำคัญบินกลับมาเกาหลีในเร็ววันหรือ? ทำโวยวายเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ไปได้”
ยูชอนลอบถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย จะมีซักกี่เรื่องกันที่ยุนโฮเห็นว่าควรใส่ใจ แม้กระทั่งการตายของพ่อก็ไม่ได้สะกิดต่อมความรู้สึกให้เกิดอาการเศร้าหมองเลยสักนิด ความเป็นเพื่อนที่สั่งสมมานานปีทำให้เขาเรียนรู้ที่จะเข้าใจนิสัยใจคอของยุนโฮเป็นอย่างดี ถึงจะมีบ้างที่ถูกพูดจาขัดหูขัดใจ ยูชอนก็ไม่เคยถือสาหาความในถ้อยคำเหล่านั้น ปัญหาครอบครัวที่คนเป็นเพื่อนไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย ยูชอนก็เว้นระยะห่างไว้อย่างพอดี แม้จะรู้สึกอึดอัดลึกๆที่ต้องยืนมองความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกันระหว่างพ่อกับลูกก็ตาม
“สะสางงานเสร็จแล้วรึไง ถึงได้บินกลับมา หรือว่าอเมริกาไม่มีอะไรน่ารื่นรมย์?” ยุนโฮถามต่อ น้ำเสียงเรียบเรื่อยเหมือนเพิ่งผ่านบทสนทนาที่ไม่ได้สะกิดเกลียวคลื่นในใจขึ้นมาแม้แต่น้อย มือโคลงแก้วเหล้าเบาๆคล้ายกับกำลังใช้ความคิด
“ยัง...แต่ฉันต้องรีบกลับมาจัดการเรื่องมหาลัยใหม่ของน้องที่นี่ก่อน ไม่รู้ว่าเปลี่ยนใจไปบอกแม่ตอนไหนว่าอยากอยู่ต่อ ไม่ยอมกลับอเมริกาเหมือนที่เคย สุดท้ายก็เลยตามเลยต้องตามใจอย่างที่เห็นนี่แหละ” ยูชอนเอ่ยตอบด้วยท่าทีหัวเสีย
“ริกกี้น่ะหรือ?” ถามเสียงเรียบเหมือนไม่ต้องการคำตอบ แต่คนฟังก็พยักหน้ารับพร้อมเสียงครางอือในลำคอ “แล้วแกจะให้น้องย้ายเข้ามาอยู่คอนโดกับแกด้วยรึไง?”
“ทีแรกก็กะจะเอาอย่างนั้น แต่ตอนนี้คงไม่แล้วล่ะ ฉันจะให้เข้าไปอยู่หอพักนักศึกษาดีกว่า อย่างน้อยๆก็น่าจะมีเพื่อนอยู่เวลาที่ฉันต้องไปทำธุระที่อื่น ขืนออกมาอยู่ข้างนอกตัวคนเดียว มีหวังได้เที่ยวเตร็ดเตร่ไปทั่วโซลแน่” ยุนโฮหัวเราะหึในลำคอ ยูชอนยังตามใจน้องถึงขนาดยอมเป็นธุระปะปังในทุกเรื่องไม่เคยเปลี่ยน ขนาดเคยมีเรื่องชกต่อยกันให้วุ่นวายเพราะน้องชาย เจ้าตัวก็ยังไม่เคยเข็ดหลาบ เขายังจำได้ดีเมื่อเวลาที่ริกกี้ ปาร์คยูฮวาน เอ่ยปากวอนขออะไรจากพี่ชาย เด็กหนุ่มต้องได้ ไม่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนก็ต้องได้ หากแม้ขัดใจเมื่อใด...คนที่ต้องคอยรับกรรมในความเจ้าอารมณ์ของเด็กเอาแต่ใจก็มีแต่ยูชอนคนเดียวทุกครั้งไป
“แล้วคิดว่ารูมเมทเขาจะทนน้องชายแกได้หรือ?”
“ก็ต้องลองดู เจ้าริกสิบเก้าแล้วนะเว่ย ไม่เด็กแล้ว ฉันไม่คิดว่าน้องฉันจะเอาแต่ใจไม่เลิกอยู่แบบนี้หรอก” เสียงตอบมีแววเชื่อมั่น ทว่าในใจกลับหวั่นไหวลึกๆ มือใหญ่หนากระดกแก้วเหล้ารินผ่านลงคอดับความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอกให้ทุเลา
“ให้มันจริงอย่างที่ปากว่าเถอะ” ยุนโฮนึกค่อนขอดในความเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าทีของยูชอน อายุอานามที่ห่างจากน้องชายเกือบสิบปี...ถ้าเป็นเขา ชายหนุ่มจะกำหราบน้องร่วมสายเลือดให้อยู่หมัด ไม่ใช่ตามอกตามใจจนเสียคนแบบนี้ แค่นึกถึงดวงตาเรียวรั้น ใบหน้าขาวนวลเย่อหยิ่ง ยุนโฮก็รับรู้ได้ในทันทีว่า...ปาร์คยูฮวานหมดโอกาสจะเป็นไม้อ่อนให้ยูชอนดัดเสียแล้ว
“แล้วเป็นไง ตำแหน่งผู้บริหารคนใหม่...เรียบร้อยดีมั้ย?” เสียงทุ้มแหบห้าวย้อนถามบ้าง กดยิ้มที่มุมปาก
“ก็ดี...” ยุนโฮตอบสั้นๆแต่จับใจความในน้ำเสียงได้เพียงความเหนื่อยหน่าย จุดเปลวไฟแดงวาบที่ปลายมวนบุหรี่ก่อนจะยกขึ้นดูดสัมผัสผ่านริมฝีปาก ระบายควันสีจางออกมาช้าๆ ดวงตาคมคายตวัดมองตอบเรือนร่างบอบบางของหญิงสาวที่ชายตาวาวหวานทอดสะพานให้ไม่ขาดระยะ
ใบหน้าขาวนวลต้องแสงไฟสลัวลาง กลีบปากบางแดงยั่วเย้า รอยยิ้มหวานฉ่ำวาดขึ้นไปจนถึงตา ประกอบรับกับสัดส่วนเอวองที่เป็นความงามอย่างสตรีเพศ กลับไม่ได้ส่งให้เครื่องหน้าคมคายของยุนโฮแสดงความพออกพอใจตอบกลับไปแม้แต่น้อย แววตาคมเข้มมองผ่านเลยไปอย่างเฉยชา ความเย็นซ่านที่กระจายวงกว้างอยู่ในอกกำลังตีรวนกลับมายังโสตประสาทให้ย้อนคิดถึงเรือนกายบอบบางน่าสงสาร ดวงหน้าซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หากงดงามนักเมื่อกลีบปากอิ่มฉ่ำนั้นวอนขอความอาทรจากเขาด้วยเสียงสั่นเครือ กลิ่นกายหอมกรุ่นละมุนละไมดึงอารมณ์ความกระสันอยากได้โดยที่ไม่ต้องมีการยั่วเย้าให้เปล่าเปลืองเวลา
คนอย่างคิมแจจุง...
น่าหักหาญทำลายให้เจ็บปวดกว่าผู้หญิงในผับแห่งนี้เป็นไหนๆ...
“ไม่สนใจเจ้าหล่อนหน่อยรึไง?” ยูชอนเอ่ยปากถามเมื่อสังเกตเห็นท่าทีเฉยชาของเพื่อนรัก นึกเสียดายรอยยิ้มหวานจับตาจากเรียวปากสีแดงจัดจ้านั้นเหลือเกิน
“เบื่อ...รำคาญ...” บอกเสียงเรียบ ปลายตามองสบกับคนเป็นเพื่อน ก่อนจะฉวยเอาเสื้อสูทตัวหนามาถือไว้ “ฉันเหนื่อย จะกลับละ”
“เฮ่ย! ได้ไง นี่ฉันอุตส่าห์บึ่งรถปลีกตัวออกมาจากงานแทบไม่ได้เหยียบเบรก จู่ๆจะมาทิ้งกันให้นั่งหน้าแห้งคนเดียวอยู่ในผับเนี่ยนะ!” ยูชอนอุทานรั้ง ย้อนคิดไปถึงตอนที่กระแทกเท้าเหยียบคันเร่งฝ่าไฟแดงอย่างไม่เกรงกลัวเพื่อมาตามนัดให้ทันเวลา เจ้าตัวก็ถึงกับหัวเสียเพราะมานั่งแหมะลงได้ไม่นานก็ถูกเพื่อนตัวดีชิ่งหนีกลับไปเสียก่อน อารมณ์ของยุนโฮบทจะนิ่งขรึมก็ยังเข้าใจยาก แต่พอบทจะพลวดพลาดขึ้นมาก็ยากจะเข้าใจ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ยังต้องถอนหายใจเหนื่อยตามทุกครั้ง
“แกก็เรียกเธอมานั่งดื่มเป็นเพื่อนสิ ฝากจ่ายด้วยแล้วกัน ไว้คราวหน้าเดี๋ยวฉันจะเลี้ยงคืน” พูดจบโดยไม่ต้องรีรอให้มีคำรั้งต่อ ยุนโฮก็สาวเท้าฉับๆเดินออกไปจากผับทันที ทิ้งให้ยูชอนนั่งหน้าเซ็งด้วยความเบื่อหน่าย รินเหล้าในขวดที่ยังเหลือลงในแก้วก่อนจะกระดกดื่มรวดเดียวหมด เช็คบิลเรียบร้อยอย่างไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยชินกับการตัดสินใจไวติดจรวจแบบนี้ของยุนโฮ ติดจะบ่อยครั้งเสียด้วยซ้ำที่ต้องคอยตามอารมณ์ขึ้นลงไม่อยู่กับร่องกับรอยนั้น จนเมื่อมันเกิดขึ้นประจำอยู่เรื่อย ยูชอนก็เบื่อหน่ายจนชินชาเช่นกัน
หากยังไม่ทันก้าวขาเดินออกจากผับ เสียงเหยือกแก้วใบใหญ่ที่หล่นลงมากระแทกพื้นก็สะกิดให้ดวงตาวาวคมหันกลับไปมอง บริกรหนุ่มน้อยกำลังก้มเก็บเศษแก้วที่แตกละเอียดยับด้วยความรีบเร่งเมื่อเสียงคำรามดุดังกรอกหูอยู่เป็นระยะ
“ซุ่มซ่ามจริงๆเลย นี่ฉันจ้างเธอมาทำงานนะ ไม่ได้ใช้ให้มาทำข้าวของในร้านพังเสียหาย วันแรกก็เป็นเรื่องซะแล้ว ถ้าขืนยังเป็นอย่างนี้อยู่อีก มีหวังร้านฉันไม่ต้องเจ๊งกันพอดีรึไง!!”
“...ขอโทษครับ แต่ว่านี่มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครตั้งใจจะให้มันเกิดขึ้นซักหน่อยนี่นา”
“เถียงรึ! ผิดแล้วยังกล้ามาเถียงคำไม่ตกฟาก เดี๋ยวเธอได้...” ยังไม่ทันที่ฝ่ามือใหญ่จะกระแทกลงบนใบหน้าขาวเนียนที่เชิดสูงด้วยท่าทีไม่เกรงกลัว ร่างสูงก็ปราดเข้ามารั้งข้อแขนแกร่งเอาไว้เสียก่อน สายตาคมวาวสบตาตอบเจ้าของร้านอย่างจริงจัง ทำให้คนที่ยืนถือกระดาษรองเศษแก้วถึงกับส่งแววตาฉายชัดในความสงสัย
“ค่าเสียหายทั้งหมดฉันจ่ายเอง” ยูชอนเอ่ยเสียงเรียบ เปิดกระเป๋าหยิบธนบัตรจำนวนมากที่หากเทียบมูลค่ากับเหยือกที่แตกไปคงชดใช้ได้เกินพอเสียด้วยซ้ำ ทว่ามือขาวบางของร่างเล็กในชุดบริกรเข้ารูปกลับคว้าธนบัตรปึกนั้นเอาไว้ นับจำนวนที่พอดีกับค่าเสียหายที่ต้องจ่ายส่งให้ผู้จัดการร้านร่างใหญ่
“ค่าเหยือกที่แตกไปไม่ถึงหมื่นวอนหรอกฮะ คุณเก็บส่วนที่เหลือเอาไว้เถอะ” มือเล็กยื่นธนบัตรที่นับออกจากค่าเสียหายแยกคืนกลับมาให้ยูชอน ตวัดสายตามองผู้จัดการร้านเพียงครู่ก่อนจะก้มลงเก็บเศษแก้วที่แตกต่อ ริมฝีปากบางแดงฉ่ำไม่ได้กล่าวคำขอบคุณให้ความดีที่ชายหนุ่มกระทำดูสูงค่าจนน่ายกย่อง หากกลับวาดเพียงรอยยิ้มอ่อนใสบนใบหน้าบางเบาเท่านั้น “อ้าว...มีอะไรก็ไปทำสิครับบอส ที่เหลือผมจัดการเองได้ รึว่าอยากจะช่วยผมช่วยเก็บกวาดอีกแรง?”
“หนอย...เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เดี๋ยวเถอะ...” มือใหญ่หนาทำท่าจะเงื้อขึ้นมาอีก แต่พอหันมาเห็นแววตาวาวคมของยูชอน เจ้าตัวถึงกับรีบออกตัวเดินหนี ก้มศีรษะด้วยท่าทีหวาดเกรง
“ขอบคุณนะครับ” ใบหน้าหวานเงยขึ้นสบตา เอ่ยขอบคุณเสียงอ่อนเบา “ แต่เงินที่จ่ายค่าเสียหายไป ผมไม่คืนให้คุณนะ เพราะผมไม่ได้ออกปากขอให้คุณมาช่วย แล้วก็...ค่าเสียหายทั้งหมดคุณบอกเอง ว่าจะจ่ายแทนให้ผม”
ยูชอนหัวเราะแผ่วในลำคอ ย่อตัวลงนั่งเก็บเศษแก้วช่วยเจ้าของมือบาง ตาลอบมองเสี้ยวหน้าขาวผ่องด้วยรอยยิ้ม กลีบปากอิ่มแดงฉ่ำสดคล้ายสีลูกเชอรี่ประกอบรวมกันกับเครื่องหน้าอ่อนเยาว์ช่างลงตัวนัก ปากกล้าไม่ยอมคน หนำซ้ำยังพูดเก่งไม่นึกเกรงใจเขาเลยสักนิด บริกรหนุ่มน้อยคนนี้ต่างจากพนักงานทั่วไปในวัยใกล้เคียงกันมาก สังเกตจากท่าทางแข็งแกร่งเกินตัวที่กล้าเชิดหน้าขึ้นท้าฝ่ามือหนาของผู้จัดการร้าน เขาแทบไม่อยากจะนึกเลยด้วยซ้ำ....ว่าถ้าหากผิวแก้มขาวนวลบอบบางถูกฟาดฝ่ามือลงเต็มแรง ร่างเล็กจะเจ็บแสบร้อนรนถึงเพียงใด
“คุณไม่ต้องช่วยผมเก็บหรอกฮะ เป็นลูกค้าน่าจะไปนั่งดื่มให้สบายใจเสียมากกว่า” มือเก็บกวาดแต่ปากไม่หยุดพูด ยิ่งทำให้คนฟังยิ้มตาม
“ก็ฉัน...” จนใจจะโต้เถียงเมื่อถูกแววตาวาววามมองสบ ยูชอนจึงจำต้องยอมละมือออกห่างจากร่างบาง ไม่ให้เกะกะการทำงาน อันที่จริงแล้วเขาควรจะเลือกกลับไปเลยเสียมากกว่าหลังจากที่เช็คบิลเสร็จ หากเพราะ...ความรู้สึกอุ่นอาบในใจกำลังร่ำร้องให้ชายหนุ่มตัดสินใจที่จะนั่งอยู่ในผับต่อ โดยทอดทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หมุนทรงกลมที่วางเรียงแถวอยู่หน้าเค้าเตอร์ สั่งเบอร์เบิ้ลรสนุ่มลิ้นมาจิบแก้กระหายไปพลางๆ สลับกับการมองตามร่างบอบบางวิ่งวุ่นรับออเดอร์ไปด้วย
- - - - - - - - - - - - - - - -
ยุนโฮจอดรถเรียบร้อยในโรงจอดรถกว้างที่มีรถยนต์ยี่ห้อต่างๆจอดเรียงให้เลือกสรรได้ตามความต้องการ ขายาวก้าวเท้าเดินเข้าไปในตัวบ้านด้วยความรีบเร่ง ร้อนในอกจนแสบไปทั้งกาย ยังไม่ทันที่แม่บ้านร่างใหญ่จะเอ่ยถามทักถึงความต้องการของเจ้าของบ้าน คนตัวสูงก็สาวเท้าเดินขึ้นบันไดไปเรียบร้อย มือใหญ่เคาะประตูห้องบานหนาแรงๆจนร่างที่นอนหลับตานิ่งสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ
“แจจุง!! เปิดประตู! ฉันบอกให้เปิดประตูได้ยินมั้ย!!?”
“ยุนโฮ...” น้ำเสียงแผ่วเบาอุทานผ่านลำคอด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าขาวซีดจัด ราวกระดาษต้องน้ำที่เหี่ยวยับลงในบัดดล ริมฝีปากแดงฉ่ำกระตุกสั่น เพราะเสียงเคาะประตูสลับกับน้ำเสียงทุ้มห้าวยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท
“เปิดเดี๋ยวนี้ได้ยินมั้ย!!? ฉันบอกให้เปิด!!” ยุนโฮสั่งเสียงเฉียบ จนร่างบอบบางต้องยอมหอบสังขารทรุดโทรมลงมาจากเตียงช้าๆ เอื้อมมือไปเปิดประตูให้ ภาวนาในใจขออย่าได้มีอะไรที่ทำให้เขาต้องเจ็บปวดไปมากกว่าที่เป็นอยู่เลย ทว่าเหมือนสววรค์กลั่นแกล้ง ทันทีที่บานประตูหนาถูกดึงกระชากออก มือใหญ่แข็งแกร่งก็สอดรัดเข้ากดประคองใบหน้าหวานเร็วแรง กดจูบลงบนริมฝีปากอิ่มเต็มด้วยความโหยกระหาย
เรี่ยวแรงน้อยนิดพยายามดิ้นรนขัดขืน หากกลับไม่เป็นผลเมื่อเล็บคมกดจิกกระชากเสื้อนอนตัวบางจนขาดหลุดลุ่ย แทรกลิ้นอุ่นร้อนเข้ามาดูดดึงเกี่ยวรัดจนไม่มีช่องว่างให้หายใจ แจจุงครางเสียงสั่นในลำคอด้วยความเจ็บ รับรู้ถึงรสแอลกอฮอล์ขมปร่าในเรียวลิ้นร้อนรุ่ม พยายามขัดขืนหนีสัมผัสจากสันจมูกโด่งคมที่กดฝังลงบนผิวหน้า หากเจ้าของร่างบอบบางก็หมดหนทางจะดิ้นรนหนีเมื่อร่างกายถูกผลักลงไปกระแทกจมกับฟูกนอนเนื้อนุ่ม มือใหญ่หนากดตรึงท่อนแขนเล็กเอาไว้ สัมผัสปะป่ายไปทั่วเรือนร่างขาวเนียน
“...ป...ปล่อย! ยุนโฮ...ปล่อยผม!! อื้ออ..” น้ำเสียงแตกสั่นวอนขอจนสุดเสียง พยายามจะตะเกียกตะกายหนี ทว่ามือใหญ่กร้านกลับสอดซุกเข้าไปในเนื้อกางเกงนอน กดขย้ำรุนแรงจนร่างบางหอบสะท้าน ครางสั่นด้วยความหวาดกลัว “...ม...ไม่!! ไม่เอา...อย่า!!!”
“กลัวอะไร?...ฉันกำลังจะทำให้นายมีความสุข เสพสุขเหมือนที่เคยเสพติดจนคุ้นชินมาเกือบแปดปียังไงล่ะ...” มือสากกร้านลูบไล้ใบหน้าเรียวไปมาเบาๆ กดรอยยิ้มร้ายกาจที่มุมปาก แม้จะแลเห็นดวงตาโตสั่นไหว ผิวขาวอาบไปด้วยเหงื่อชุ่ม ยุนโฮก็ไม่เคยปรานี!
กางเกงนอนตัวบางถูกรั้งลงไปกองที่ปลายขา สัมผัสร้อนผ่าวของมือใหญ่กดบีบลงบนเนื้อสะโพกเนียน ส่งให้หัวใจเต้นไหวแทบไม่เป็นจังหวะ แจจุงกระถดจะถอยหนี หากไม่ไวไปกว่านิ้วมือแกร่งที่ดึงกระชากท่อนขาเรียวกลับมา กดจูบเร็วแรงบนต้นคอขาว บีบกระตุ้นกอบกุมสัมผัสส่วนอ่อนไหวให้เตลิดตามการปลุกเร้า หากแจจุงกลับรู้สึกเจ็บ ปวดมวนในช่องท้องจนแทบจะสำลักอาเจียน
“ร้องสิ...ฉันอยากได้ยินเสียงของนาย ร้องออกมาชัดๆแจจุง” ริมฝีปากอุ่นร้อนกระซิบเสียงแตกพร่าที่ใบหูเมื่อเห็นว่ากลีบปากอิ่มฉ่ำถูกฟันคมเม้มกัดจนห้อเลือดช้ำไปหมด แต่คิมแจจุงก็ยังใจแข็งพอจะอดกลั้นเสียงที่น่าอับอายเอาไว้ ยิ่งสร้างอารมณ์โทสะในร่างกายสูงใหญ่ให้ปะทุ ยังไม่ทันที่ขีดความพุ่งพรวดตามธรรมชาติจะโอนอ่อน ยุนโฮก็สอดนิ้วเรียวแข็งเข้าไปในช่องทางคับแน่น บิดมวนจนใบหน้าหวานซีดสั่น อ้าปากพะงาบๆเพื่อวอนขอ หากเสียงในลำคอกลับไม่มีเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินแม้แต่น้อย
น้ำตาอุ่นอาบรินหยดลงบนแก้มขาว ไหลเอ่อท่วมท้นจนทะลัก เจ็บปวดแทบขาดใจเมื่อมือใหญ่กร้านบีบไล้แก่นกายกลางจนเตลิดสูงขึ้นไปด้วยอารมณ์ สะดุ้งไหวทุกครั้งยามนิ้วเรียวยาวแข็งแกร่งสอดเข้าสู่ช่องทางคับแน่น อ้าปากหอบเอาลมเข้าปอด ทั้งที่ใจอยากจะหวีดร้องจนสุดเสียง
“กระตุ้นทั้งหน้าทั้งหลังแล้วยังไม่พออีกรึไง หรือว่าต้องให้ฉันสอดใส่เข้าไปในตัวนาย หือม์?” ไม่รีรอให้ได้คำตอบใด ร่างกายผอมบางก็ถูกจับพลิกให้นอนเหยียดตัวคว่ำหน้าลงกับฟูก แผ่นหลังขาวนวลถูกทาบทาทับด้วยแผงอกแกร่ง กดกระแทกกายซ้ำลงไปไม่หยุดยั้ง แจจุงสะดุ้งตาเหลือกตาลานด้วยความกลัว เจ็บยอกขึ้นมาจนถึงในอก ทุกครั้งที่แก่นกายแข็งแกร่งสอดแทรกดุนดันเข้ามา
เปลือกตาบางปิดสนิทลง ยอมปล่อยให้ผิวกายเนียนนุ่มถูกสัมผัสปะป่ายไปตามอารมณ์ความต้องการของยุนโฮ ไม่ดิ้นรนขัดขืน ไม่ต่อต้าน เพราะสิ้นไร้เรี่ยวแรงแล้ว...
ยุนโฮจะรู้สึกบ้างมั้ยว่า...
ร่างกายเย็นเยียบที่เจ้าตัวสัมผัสอยู่นั้น...
ไม่หลงเหลือแม้กระทั่งหัวใจและความรู้สึกนึกคิดอีกต่อไปแล้ว
.
.
.
.
.
มันเจ็บ.....จนชาไปหมด...
- - - - - - - - - - - - - - - -
เวลาล่วงเลยไปจนแขกเหรื่อในราตรีกาลอิ่มหนำสำราญเป็นที่เรียบร้อย ประตูผับก็ปิดสนิทลง เจ้าของมือเล็กขาวพับชุดเครื่องแบบบริกรเก็บเข้าตู้ล็อกเกอร์ เปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อยืดสีเข้มพร้อมกางเกงยีนส์เข้ารูปดังเดิม เก็บกระเป๋าสะพายที่ติดตัวมาคล้องเข้าที่ไหล่บาง ผลุนผลันออกจากร้านไปด้วยความรีบเร่ง นิ้วยาวเรียวนวดขมับที่เริ่มออกอาการเครียดตึงเบาๆ เดินผ่านลานจอดรถกว้างไปโดยไม่ได้ใส่ใจจะหันไปสังเกตร่างในเงามืดแม้แต่น้อย
“คิมจุนซู...” น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียกขานจากด้านหลัง ทำให้เจ้าของชื่อถึงกับหันขวับด้วยความสงสัยใคร่รู้ คนตัวสูงยืนเอนกายพิงกับรถยนต์คันหรู ส่งรอยยิ้มถามทักคุ้นตานัก ดวงตาเรียวรีพินิจพิจารณาเงาร่างนั้นอยู่นานสองนาน ก่อนที่ริมฝีปากแดงฉ่ำจะเอ่ยตอบกลับด้วยเสียงแผ่วต่ำแต่แฝงความความโล่งใจเอาไว้
“คุณน่ะเอง...ตกใจหมดเลย นึกว่าผมจะเห็นผีซะแล้ว” จุนซูทอดระบายลมหายใจออกมาเบาๆ นึกไปว่าหูแว่วได้ยินเสียงแม่เรียกเสียอีก พิลึกพิกล...นี่สมองเขาสับสนจนแยกแยะระหว่างเสียงผู้หญิงกับผู้ชายไม่ออกขนาดนี้เลยรึไงนะ? “ถ้าจะมาทวงค่าเสียหายของเหยือกที่แตกไปล่ะก็...ผมบอกแล้วนะฮะว่าไม่คืน ไม่ว่าคุณจะเต็มใจจ่ายให้หรือไม่เต็มใจก็ตาม ผมถือว่าคุณจ่ายไปแล้ว เพราะผมไม่ได้เรียกร้องขอให้คุณมาช่วย”
“ฉันก็ยังไม่ได้พูดอะไรซะหน่อยนี่นา...” ยูชอนว่า ขยับกายเดินเข้ามาหาร่างเล็ก
“แล้วคุณรู้จักชื่อผมได้ยังไง?” คนถามส่งสายตาขุ่นดุมองกลับด้วยความสงสัยที่ถูกเอ่ยเรียกชื่อเสียเต็มยศ พลันสมองกลับนึกย้อนไปถึง... “อ๋อ...รึว่าคุณสนใจผม เลยไปถามชื่อผมจากพนักงานในผับ ใช่มั้ยฮะ?”
ยูชอนหัวเราะร่าที่ถูกจับได้ไล่ทัน ไม่รู้จะหาเหตุผลใดมาโต้แย้ง เจ้าตัวจึงได้แต่พยักหน้า ยิ้มตามใบหน้าหวานจับตาที่แบ่งบานงดงามน่าเอ็นดู คิมจุนซู....พูดเก่ง ฉลาด ร่าเริง ใช่....อีกข้อที่ควรรับรู้ไว้ก็คือ....เด็กหนุ่มแตกต่างไปจากคนที่เขาเคยรู้จักมักคุ้นในวงสังคมทั่วไป มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม เข้ากับคนได้ง่ายแม้กระทั่งกับผู้ชายที่เพิ่งพบเจอ...ไม่มีกรอบหน้ากากกั้นให้หวั่นประวิง
“ฉันหิว...ไปหาอะไรกินด้วยกันหน่อยมั้ย?” น้ำเสียงเอ่ยเชิญชวนนุ่มทุ้มน่าฟัง ยูชอนไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้อยากทำตัวสนิทสนมกับร่างเล็กบางตรงหน้านัก คงเพราะ...อาการเปิดอกเปิดใจไม่มีผนังกำแพงกันของรอยยิ้มหวานฉ่ำนั้นล่ะมั้ง...ที่ทำให้เขายอมเดินเข้าไปผูกเกี่ยวสัมพันธ์ด้วย ทั้งที่ไม่เคยเป็นเช่นนี้กับใครมาก่อน
“...เอ่อ....ก็ดีฮะ...ท้องผมก็ร้องแล้วเหมือนกัน ถือซะว่าขอบคุณเรื่องค่าเหยือกที่คุณช่วยจ่ายให้ผม ผมจะไปกินข้าวเป็นเพื่อนคุณซักมื้อก็แล้วกันนะ” จุนซูรับคำเสียงใส หัวเราะเบาๆในลำคอ ยูชอนเองก็พลอยยิ้มตาม...กินข้าวเป็นเพื่อนเพื่อขอบคุณเขาอย่างนั้นหรือ? น่าหัวเราะ...จริงๆแล้วจุนซูน่าจะเลี้ยงข้าวเขาเพื่อตอบแทนเสียมากกว่า แต่ก็เอาเถอะ...เลี้ยงเด็กตัวเล็กสักมื้อ คงไม่ถึงกับต้องกระเป๋าแห้งหรอกมั้ง...
ชายหนุ่มเปิดประตูรถให้ร่างบางเขาไปนั่ง ทันทีที่รถออกตัว มือเล็กขาวก็เอื้อมไปกดปุ่มเปิดเพลงเบาสบายให้คลอเคล้า ยูชอนลอบมองเสี้ยวหน้าหวานก่อนจะอมยิ้ม เป็นความถือวิสาสะที่น่าเอ็นดูที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมาเลยทีเดียว
“จริงสิ...ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลยนี่นา คุณจะคิดมั้ยว่า...ผมมากับคนแปลกหน้าง่ายเกินไป?” จู่ๆน้ำเสียงหวานหูก็โพล่งถามขึ้น อาบยิ้มอ่อนเยาว์ในหน้า ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นซีดเจื่อน
“ฉันชื่อ...ปาร์ค ยูชอน...ทีนี้ก็ไม่แปลกหน้าแล้วใช่มั้ย?”
“แปลก...” จุนซูค้าน ทำให้คนขับรถหันมามองด้วยความสงสัยเพียงแว่บ “...ยังไงคุณก็ยังแปลกหน้าสำหรับผมอยู่ดี...แต่เอาเถอะ ไม่เป็นไร หันมาทางนี้แป๊บนึงสิครับ”
“หือม์?” พอเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาหันไปตามคำพูดบอกกล่าว มือเล็กก็กดชัตเตอร์ถ่ายรูปลงในมือถือตัวเองเร็วพลัน
“โอเค! เรียบร้อย ถ่ายรูปไว้...เวลานึกหน้าไม่ออกก็จะได้หยิบขึ้นมาดู พอดูบ่อยๆเดี๋ยวก็จำได้เอง...คราวนี้ก็ไม่แปลกแล้วล่ะ”
ยูชอนหัวเราะอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ ชายหนุ่มก็ไม่อาจนับได้ รอยยิ้มบางเบาหากอ่อนหวานน่าเอ็นดูที่อาบเปื้อนอยู่บนใบหน้าเยาว์วัยสดใส พลอยทำให้ความรู้สึกเบื่อหน่ายในวันนี้จางหายไปด้วย ถ้าเปรียบจุนซูเป็นดอกไม้ขาวสะอาดบริสุทธิ์ที่สามารถปัดเป่าเอาความหม่นหมองตรอมตรมในอกออกไปได้ ปาร์ค ยูชอน ยินดีจะมาเชยชมทุกวันไม่มีเบื่อ
แต่ชายหนุ่มจะเคยรับรู้บ้างมั้ยนะ...
ว่าดอกไม้งดงามเบ่งบานในป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้รกชัฏ...
สักวันมันจะกลายเป็นเมล็ดร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน..
เกิดเป็นต้นไม้มีหนาม...
.
.
.
.
.
.
และพร้อมจะทิ่มแทงมือบอบบางที่เคยอุ้มชูความงดงามนั้นให้เจ็บปวดแทบขาดใจ!!
TBC.

#1 By เบะ (58.8.184.43) on 2008-05-19 20:36