[Fiction] Prisoner of Love [04]
posted on 04 Jul 2008 23:38 by evencyeve in LF-Prisoner-of-Love
Title : Prisoner of Love
Author : Evencyeve
Couple : Yunho X JaeJoong / Yuchun X Junsu / Changmin X Yuhwan
** ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคที่เราตั้งใจเขียนมาก เขียนด้วยใจจริงๆ หากพบเจอว่าผู้ใดกระทำการล่วงละเมิดโดยก็อปปี้หรือดัดแปลงเอาไปลงที่เว็บอื่นใดโดยไม่ได้รับอนุญาต เราจะจัดการขั้นเด็ดขาดอย่างแน่นอน! [โหมดโฉดและเอาจริง!]
[04]
“แม่...นี่แปลว่าผมจะต้องไปเรียนที่โซลจริงๆใช่มั้ยฮะ?”
น้ำเสียงเอ่ยถามฟังดูไม่มั่นใจ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะทรุดกายลงนั่งบนฟูกนอนเนื้อนุ่ม เอนศีรษะลงพิงกับไหล่บอบบางของหญิงวัยกลางคน มือเรียวขาวโลมลูบกลุ่มผมสีเข้มไปมาเพื่อปลอบโยน ทว่าดวงตากลับคลอเอ่อไปด้วยหยาดน้ำ เธอไม่เคยปล่อยให้ลูกชายไปอยู่ไกลตาเลยสักครา ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะต้องแยกจาก แต่มาถึงตอนนี้เมื่อวัยและเวลาล่วงผ่าน การจะทำให้ชางมินเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์ เธอต้องยอมปล่อยมือ ทั้งที่ห่วงหาสุดแสน
“เราโตแล้วนะชางมิน...แม่อยู่คนเดียวได้ รีบเรียนให้จบ รีบกลับมาอยู่บ้าน อย่าอยู่ที่นั่นนานเกินไปล่ะรู้มั้ย แม่คิดถึง...”
“แต่ผมอยากอยู่ที่นี่” ดวงตาโตคมช้อนมอง เอนตัวลงนอนหนุนบนตักอุ่นให้ได้รับสัมผัสอ่อนโยนจากมือบางที่ไล้ลูบเส้นผมสีเข้มไปมา
“เด็กดื้อ จะไปอยู่พรุ่งนี้แล้ว ยังจะมาอ้อนแม่ว่าอยากอยู่ที่นี่อีก ไปอยู่โซลน่ะแหละดีแล้ว จะได้กินน้อยๆ ผอมลงซะบ้าง อยู่ที่นี่แม่ต้องทำกับข้าวเผื่อเราตั้งสามมื้อเชียว เดี๋ยวก็อ้วนลงพุงจนสาวๆไม่แลหรอก”
“ฮื้อ...” ชางมินครางประท้วง “ถึงสาวจะไม่แล ผมอยู่กับแม่ไปตลอดชีวิตก็ได้ ไม่เห็นจะต้องง้อเลย”
“ปากดีนะเรา ให้ถึงเวลานั้นจริงๆก่อนเถอะ ขี้คร้านแต่จะวิ่งตามเขาต้อยๆจนลืมแม่ล่ะไม่ว่า”
“ไม่มีทาง” เสียงคัดค้านยืนยันด้วยความมั่นอกมั่นใจ นอนทอดกายหลับตาอยู่บนตักอุ่น หากเพียงนึกถึงสัมผัสอ่อนโยนจากปลายนิ้วที่เกลี่ยไล้เส้นผมไปมา หัวใจกลับพลันกระตุกสั่นด้วยความกลัว กลัววันพรุ่งนี้จะมาถึง กลัวจะต้องจากอ้อมกอดคุ้นเคย ไปอยู่ในที่ห่างไกล แม้จะปลอบใจตัวเองอยู่ซ้ำๆว่าอีกไม่นานก็คงได้กลับ แต่ความใจหายวาบโหวงในอกกลับไม่ได้แผ่วจางลางเลือนไปจากความคิดแม้แต่น้อย
ชางมินไม่อยากไป...
ไม่อยากทิ้งให้แม่ต้องอยู่ที่บ้านไม้หลังเล็กนี้เพียงลำพัง...
ไม่อยากจะต้องเผชิญชะตากรรมในที่แปลกใหม่ไม่คุ้นชินด้วยตัวคนเดียว...
ความกลัวแล่นเข้ามาจับจิต...
หากกลับเทียบความห่วงหาอาวรณ์ที่มีอยู่ท่วมท้นไม่ได้แม้เพียงเสี้ยว...
ดวงตาคู่คมยังคงทำหน้าที่สะท้อนภาพมืดสลัวในค่ำคืนดึกสงัด แม้จะพยายามข่มตาให้ปิดลงเพราะเกรงจะตื่นนอนไม่ทันเวลารถออกในตอนเช้า แต่ชางมินก็ไม่สามารถหลับนอนได้อย่างที่คนปกติควรทำ ร่างสูงไม่ได้ออกอาการกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา ด้วยกลัวว่าอีกคนที่นอนเคียงข้างจะสะดุ้งตื่น ทำได้เพียงถอนหายใจถี่ครั้งคล้ายกับต้องการยกเอาสิ่งที่หนักอึ้งอยู่ในสมองออกไป แก้วตาคมกระพริบถี่ๆ ก่อนจะยันกายลุกจากที่นอน แสงไฟสลัวลางจากถนนหนทางที่ถูกเปิดทิ้งไว้ทำให้ร่างสูงกล้าที่จะก้าวออกไปยืนอยู่นอกระเบียง ให้ลมเย็นพัดพาเอาอากาศหนาวเหน็บมากระทบผิว มือใหญ่โลมลูบแขนตัวเองไปมา เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้า เมื่อนึกว่าคงอีกนานกว่าจะได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เด็กหนุ่มจึงอยากจะมองเห็นพระอาทิตย์ที่บ้านเกิดเป็นการบอกลาอีกสักครั้ง
บอกลาให้กับช่วงวัยสิบกว่าปีที่เขาคุ้นเคย...
เพื่อเริ่มหมุนเวลาเข้าสู่สังคมใหม่ไปพร้อมกับชีวิตที่เติบโตขึ้น...
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เสียงเคาะบานประตูตึงตังเรียกให้ร่างบางใต้ผ้าห่มผืนหนาขยับกายยุกยิกยกมือขึ้นอุดหู บิดตัวไปมาด้วยความรำคาญ หัวคิ้วเรียวขมวดปมเข้าหากันอย่างขัดเคือง ใช้มือดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างกายเอาไว้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แม้จะรำคาญเสียงตะโกนโหวกเหวก แต่กระนั้น...ปาร์ค ยูฮวาน ก็ไม่ยอมที่จะยันกายลุกจากที่นอนตามคำสั่งของพี่ชาย
“ริกกี้!! รถที่บ้านมารับแล้วนะ เมื่อไหร่จะตื่นได้ซะที วันนี้ต้องย้ายของเข้าหอไม่ใช่รึไง!!”
“ยุ่งน่า! เรื่องของผม ผมจัดการเองได้! จะนอน! พี่จะไปไหนก็ไปเลยไป!!” น้ำเสียงกร้าวตอบกลับดังไม่แพ้กัน ยังคงยืนยันด้วยความเอาแต่ใจตามนิสัยเดิมไม่เคยเปลี่ยน ยูชอนส่ายหน้า ก่อนจะเดินเข้าไปควานหากุญแจสำรองของห้องในลิ้นชัก ไขเปิดเบาๆแล้วกระชากผ้าห่มผืนหนาที่คลุมทับร่างน้องชายออกทันที
“ตื่นได้แล้ว! ไปอาบน้ำ อย่ามาทำตัวงี่เง่าแบบนี้!”
“โอ้ย....ยูชอน! นี่พี่จะมากเกินไปแล้วนะ ผมบอกว่าเรื่องของผม ผมจัดการเองได้ ไม่ get รึไง?!” ดวงตารีเรียววาวระยับด้วยความโกรธ หน้าตางอง้ำตามแบบฉบับที่เคยเห็นจนชินตา
“มะแหงกหนิ!~ ถ้าพี่ไม่กลับมาจัดการเรื่องที่เรียนให้เรา เราจะมีเวลามานอนขึ้นอืดขี้เซาอย่างนี้มั้ยห๊ะ?! ตื่นๆๆ ไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะให้คนขนของลงไปรอข้างล่าง”
“ไม่!” ถ้อยน้ำเสียงปฏิเสธเด็ดขาด ทิ้งตัวลงนอนอีกรอบด้วยความดื้อรั้น หากยังไม่ทันที่ศีรษะจะกระแทกหมอน ยูชอนก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กผอมแทบจะในทันที
“นอนไม่ได้ ตอนบ่ายพี่มีประชุม ถ้าไม่ตื่น พี่ก็จะลากเราเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำทั้งที่ยังหลับตาอยู่อย่างนี้แหละ จะเอายังไงห๊ะ!?”
“shit!~ ให้ตายเถอะ ผมเกลียดพี่จริงๆเลยยูชอน!” ว่าเสร็จก็ลุกจากที่นอนตึงตังอย่างไม่พอใจ เดินเข้าห้องน้ำแทบจะทันทีที่คว้าได้ผ้าเช็ดตัว ยูชอนส่ายหน้าตวัดสายตามองตาม ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย แม้แต่เขาที่เป็นพี่ชายแท้ๆยังสั่งน้องชายไม่ได้ แล้วอย่างนี้รูมเมทมิต้องอกแตกตายคาห้องไปเลยเชียวหรือ?
ใช้เวลาร่วมชั่วโมง กว่าที่ยูฮวานจะเหยียบย่างกรายออกมาจากห้องหลังจากแต่งตัวเสร็จ เสื้อสูทสีดำตัดกับยืดขาวบางตัวใน หากพอดีรับกับกางเกงลูกฟูกเข้ารูปสีเข้มได้ลงตัว ทำให้ยูชอนต้องตวัดสายตาขึ้นมองตั้งแต่ใบหน้าเยาว์ใสจรดปลายเท้าที่สวมรองเท้าสีน้ำตาลเข้มเรียบร้อย แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับปากเอ่ยประโยคแปลกอกแปลกใจที่จู่ๆน้องชายตัวดีลุกมาแต่งตัวในแบบที่ไม่แปลกแหวกแนว ไม่มีสีสันแสบตาให้น่าปวดหัว น้ำเสียงใสกังวานก้องก็เอ่ยขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“อย่ามาวิจารณ์ผมนะ! ก็พี่บอกเองไม่ใช่รึไง ว่ามหาลัยเป็นสถานที่ราชการ ผมไม่ใส่กางเกงสีส้มก็ดีถมไปแล้ว”
“พี่ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเราซะหน่อย”
“ก็ดี งั้นจะไปกันได้รึยัง?” ยูชอนพยักหน้าตอบ อดจะอมยิ้มตามหลังคนพูดไปด้วยไม่ได้ แม้จะปวดหัวกับการเอาแต่ใจของน้อง แต่เขาก็ไม่เคยถือโทษโกรธยูฮวานเลยสักครั้ง ไม่เคยเลยตั้งแต่เด็กจนโต ความสุขใดที่สามารถให้น้องชายได้ ยูชอนจะทำให้ไม่เกี่ยงงอน
“นี่ ยูชอน พี่ว่ารูมเมทผมจะเป็นคนยังไง?” น้ำเสียงถามไถ่ฟังดูตื่นเต้นพิกลเสียจนคนฟังยังนึกขัน หากแต่เก็บเสียงหัวเราะเอาไว้ในลำคอ
“ไปเจอเดี๋ยวก็รู้เองแหละ อย่าไปสร้างเรื่องวุ่นวายเข้าล่ะ เดี๋ยวเราจะพาลไม่มีเมทไปเสียเปล่า”
“รู้แล้วล่ะน่า” ยูฮวานรับคำเนือยๆ ทอดสายตามองออกไปนอกกระจก จนเมื่อ LEXUS สีดำคันหรูจอดเทียบเข้ากับลานจอดรถ เด็กหนุ่มจึงก้าวลงมาพร้อมกับรอยยิ้มละไม เงยหน้าขึ้นมองตึกสูงที่ตั้งตระหง่าน แล้วก็เดินเลียบเคียงเชยชมพื้นที่โดยรอบ ปล่อยให้คนที่เหลือหอบขนข้าวของพะรุงพะรังลงจากรถเข้าไปในหอพัก
ทันทีที่ไขกุญแจที่ได้จากเค้าเตอร์ด่านล่างเปิดประตูห้อง ยูฮวานถึงกับต้องผงะ เมื่อข้าวของที่วางระเกะระกะไม่เข้าที่เข้าทางขวางทางเดินจนเกลื่อนกระจายไปทั่วห้อง ดวงตารีเรียวตวัดวับมองส่งไปยังเจ้าของเครื่องหน้าคมคายที่กำลังขนย้ายข้าวของจัดแบ่งออกจากกล่องทีละใบโดยไม่ได้สนใจจะละสายตาหันมามองผู้มาใหม่เลยสักนิด จนเมื่อยูชอนกระแอมไอเสียงดังพอจะสะกิดดึงให้อีกฝ่ายหันมาสบตา ริมฝีปากคู่นั้นจึงยิ้มรับด้วยไมตรี
“มานานแล้วหรือ?” ยูชอนเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อนด้วยอายุวัยที่มากกว่า ซึ่งคนฟังก็ยินดีจะละจากการจัดหนังสือบนชั้นวางหันมาตอบด้วยความเต็มใจ
“ซักพักแล้วครับ” เห็นคนตอบดูท่าทางเก้ๆกังๆไม่กล้าแนะนำตัว มือใหญ่จึงฉวยเอาข้อมือขาวของน้องชายเข้ามาใกล้ เอ่ยปากถามเสียงเรียบ
“เราจะไม่ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่หน่อยหรือยูฮวาน?”
ดวงตาเรียวรีตวัดวับ มองกลับมายังใบหน้าแย้มยิ้มนั้น แม้จะไม่สบอารมณ์นักที่ต้องเป็นฝ่ายแนะนำตัวก่อน หากยูฮวานก็ไม่อยากจะสร้างปัญหาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอ ริมฝีปากอิ่มฉ่ำเม้มแน่น ก่อนจะเอ่ยปากบอกชื่อตัวเองด้วยน้ำเสียงถี่กระชั้น
“ฉัน...ปาร์ค ยูฮวาน”
“ชิม ชางมิน ยินดีที่ได้รู้จักครับ” รอยยิ้มจริงใจผุดระบายขึ้นบนริมฝีปากแทนการยื่นมือไปสัมผัสตอบมือบางนั้นด้วยการทักทายแบบชาวตะวันตก ทำให้แก้วตากลมใสกลอกกลับไปมาด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อมือที่เจ้าตัวเป็นฝ่ายยื่นไปต้องเป็นหม้ายกลางอากาศไปเสียดื้อๆ
“check hand!” ยูฮวานทำตาโตเป็นเชิงสั่ง แต่ชางมินกลับยกมือขึ้นหงายฝ่ามือใหญ่ให้เจ้าของแววตาวาวดู รอยเปื้อนเป็นคราบสกปรกบนเนื้อขาวนั้นพอจะทำให้เด็กหนุ่มเข้าใจในการสื่อความหมายของชางมิน เข้าใจถึงวิธีการที่จะเลือกปฏิบัติ
.
.
.
.
.
จึงมีเพียงรอยยิ้มเท่านั้นที่บ่งบอกถึงมิตรภาพและไมตรีที่คนทั้งคู่มอบให้แก่กัน...
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
“คุณแจจุงเธอไม่สบาย ให้เธอนอนพักซักหน่อยเถอะนะคะ”
น้ำเสียงแผ่วเบาวอนขอด้วยความสงสารที่อัดแน่นอยู่ในอก หากเมื่อสบตาเข้ากับสายตาคมกริบของผู้เป็นนาย หญิงวัยกลางคนกลับไม่กล้าเอ่ยประโยคอ้อนวอนนั้นแม้เพียงปลายเสียง ยุนโฮหายไปทั้งคืน นับว่าเป็นโชคดีของแจจุงนัก ทว่าเมื่อเหยียบย่างกรายเข้ามาในบ้าน อารมณ์เดือดดาลที่ไม่มีใครเข้าหน้าติดก็พาลมาลงที่ร่างบอบบางแทบจะทุกครั้งไป หากในคราวนี้...เธอกลับรู้สึกได้ถึงโทสะจริตที่ปะทุทั่งอยู่ภายในใจของยุนโฮ....รู้สึกได้ว่ามันรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยเป็น!
"ฉันสั่ง! ไม่ได้ยินรึไง ไปตามแจจุงลงมา”
“แต่...” ยังไม่ทันจะหาเหตุผลมาค้าน ร่างสูงโปร่งก็สาวเท้าเดินขึ้นบันไดเร็วรี่ เปิดประตูเสียงดังเสียจนคนนอนสะดุ้งตื่น อาการหวาดหวั่นก่อตัวขึ้นมาในใจราวกับพายุลูกใหญ่ที่พัดโหมไม่ออมแรง
“ยุนโฮ...”
“คิม จุนซูเป็นใคร?!” เสียงเข้มตะคอกถาม บีบกดข้อมือผอมเอาไว้แน่น “ฉันถามว่าคิมจุนซูเป็นใคร!”
แจจุงสะอื้นหนักในลำคอ ตีบตันจนหายใจไม่ออก เจ็บจนกระดูกแทบร้าวเมื่อแผ่นหลังบอบบางถูกกระแทกเข้ากับผนังห้องแข็ง ดวงตาของยุนโฮวาววามด้วยโทสะ แจจุงไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายรู้จักจุนซูได้อย่างไร ไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำว่าน้องชายจะอาจหาญเดินเข้าไปหายุนโฮด้วยตัวเอง!
“รู้ใช่มั้ยแจจุง? นายรู้ดีอยู่เต็มอกใช่มั้ยว่าเด็กนั่นเป็นใคร” น้ำเสียงกัดกรามข่มอารมณ์ที่ร้อนรนเอาไว้ ใบหน้าอยู่ชิดกันเพียงปลายนิ้ว ทำให้แจจุงไม่กล้าแม้แต่จะสบตา หากเมื่อมือใหญ่บีบคางเรียวให้เชิดขึ้น กดจนใบหน้าหวานบิดเบ้ด้วยความเจ็บ แจจุงถึงกับตัวสั่นระริก หัวใจเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ แผงอกบางหอบสะท้านขึ้นลง ฝืนสูดอากาศอย่างตะกรุมตะกราม ไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะดิ้นรนขัดขืน
“อยากรู้อีกมั้ยว่าน้องชายนายบอกฉันว่ายังไง?” ยุนโฮกระซิบถามเสียงแผ่วใกล้ใบหู “ถ้าพี่แจจุงเจ็บ....ผมสาบาน...คุณจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต...” จงใจลอกเลียนคำพูดจุนซูมาไม่มีผิดเพี้ยน หากประโยคหลังกลับทำให้แจจุงแทบถไลรูดทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง “ถ้าฉันเจ็บ...นายเองก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิตเช่นกัน แจจุง!”
ดวงตาโตกลมสั่นไหวด้วยความกลัว แจจุงเพิ่งรู้สึกว่าความมืดมิดทั้งที่แสงสว่างสาดจ้าอยู่รอบกายเป็นอย่างไร เพิ่งรู้สึกว่าการถูกกักขังทั้งที่ยังสามารถเดินเหินด้วยขาตัวเองได้มันเจ็บปวดแค่ไหน เพิ่งรู้สึกตอนนี้เองว่าหัวใจหมดแรง...จนคล้ายจะหยุดเต้น
“ฉันเคยบอกนายแล้วใช่มั้ย ว่าสิ่งที่แม่นายทำไว้กับครอบครัวฉัน ทำไว้กับแม่ของฉัน มันมากมายแค่ไหน ความเจ็บปวดที่ฉันได้รับ กับความทรมานที่นายเป็นอยู่ มันยังไม่สาสมกันหรอกนะแจจุง นายเกิดมาเพื่อเป็นตราบาปของแม่ จะโทษฉันไม่ได้...เพราะคนที่ทำให้นายเหมือนตกนรกตายทั้งเป็นก็คือแม่ของนายเอง”
“ยุนโฮ....ปล่อยผมไปเถอะ ผมขอโทษ...” รอยยิ้มเหยียดหยันระบายตอบแทนการเอ่ยประโยคที่แสดงสำนึกของความสงสาร ยุนโฮย่อกายลงนั่ง ดวงตาคมมองสบนัยน์ตาวาวที่เต้มตื้นไปด้วยหยาดน้ำ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วไล้แก้มเนียนเช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา
“ปล่อยหรือ? น้องชายนายนั่นแหละ คือคนที่ทำให้ฉันไม่มีความคิดที่อยากจะปล่อยนาย ตราบใดที่นายยังมีลมหายใจอยู่ นายจะต้องอยู่กับฉันไปชั่วชีวิต ถึงอยากตายก็ตายไม่ได้ ถ้าฉันไม่ได้เป็นคนฆ่านายด้วยมือของฉันเอง!”
เสียงสะอื้นไห้ดังสั่นอยู่ในลำคอ ลำตัวผอมเกร็งชาสั่นไปทั้งร่าง มือไม้อ่อนแรงจนไม่อาจขยับได้ แจจุงทิ้งศีรษะลงพิงกับผนังอย่างเหนื่อยล้า ทั้งที่ดวงตาปริ่มเอ่อไปด้วยหยาดน้ำ แต่ในนาทีนี้...เขากลับมองเห็นใบหน้าคมคายของยุนโฮชัดเจนเสียยิ่งกว่า รอยยิ้มกดลึกที่ฉายชัดบนริมฝีปาก บอกย้ำความรู้สึกด้านชาของร่างกายนี้ว่าน้ำเสียงเฉียบขาดแสนเยียบเย็นนั้น ดุจคมมีดกรีดความหวังอันริบหรี่จนพังยับ แจจุงเคยคิด...สักวันยุนโฮจะเบื่อ สักวันยุนโฮจะรำคาญ สักวันยุนโฮจะสาแก่ใจในความเจ็บปวดของเขา สักวัน.....ยุนโฮจะมอบอิสระให้ แต่สักวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่?
“เมื่อไหร่ผมถึงจะตายยุนโฮ เมื่อไหร่กันที่ความเคียดแค้นชิงชังนั้นจะฆ่าผมให้ตายไปเสียที?”
เมื่อไหร่?
เสียงปิดประตูดังปังเรียกให้สติวิ่งกลับมาที่ตัวอีกครา ร่างสูงเอนกายพิงกับบานประตูหนา หอบหายใจถี่ระรัวเพื่อสูดเอาอากาศเข้าปอด เปลือกตาปิดลงคล้ายต้องการใช้ความคิดสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ยุนโฮรู้สึกเหมือนกับแบกหน้ากากหนาหนักเอาไว้จนหูอื้อตาลาย ความรู้สึกสับสนบั่นทอนสติแน่วแน่ที่เคยตั้งมั่นให้สั่นคลอน ใจหายวาบเมื่อพบว่าเนื้อหน้าเย็นชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ มือหนาใหญ่กำแน่นกดกระแทกลงกับผนังปูนสาก กระแทกซ้ำ...ซ้ำเต็มแรงจนเนื้อหนังอาบเต็มไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน อยากจะให้ร่างกายไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวด ให้รู้สึกถึงความเฉยชาอย่างที่เขาควรแสดงออก...
ทว่า...
รอยแผลที่แตกยับกลับปวดแสบปวดร้อน...
เป็นความรู้สึกอย่างที่มนุษย์ทุกคนมี เป็นความรู้สึกที่ยุนโฮไม่ต้องการ...
ถ้าเขายังรู้สึกเจ็บ...
แล้วจะทำให้คนอื่นเจ็บอย่างเลือดเย็นได้ยังไง?!
- - - - - - - - - - - - - - - - - - -
หน้าปัดนาฬิกาข้อมือบอกเวลาสิบเอ็ดนาฬิกายี่สิบสองนาทีเศษ ทำให้ใบหน้าอ่อนใสที่ขึ้นสีเรื่อแดงเพราะกรำแดดยามสายต้องขมวดปมคิ้วเข้าหากัน จุนซูใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงยืนรอรถเมล์ที่ป้ายหน้ามหาวิทยาลัยเพื่อไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารในตอนเที่ยง ดวงตารีเรียวชะเง้อมองหารถคันแล้วคันเล่าก็ยังไม่มีสายคุ้นตาวิ่งผ่าน เด็กหนุ่มทรุดกายลงนั่งกับม้านั่ง หากยังไม่ทันได้ทิ้งตัวลงเต็มแรง เสียงรถยนต์ที่วิ่งเข้ามาจอดชิดข้างทางก็สะกิดให้แก้วตาใสมองสบเข้าไปในกระจกรถมืดทึบ
“จุนซู!” เมื่อเห็นว่าใบหน้าได้รูปที่โผล่พ้นบานกระจกออกมาเป็นใคร จุนซูก็เผยยิ้มตอบกลับไปได้ไม่ยาก
“คุณน่ะเอง ยูชอน มาทำอะไรที่นี่หรือฮะ?” คำถามแฝงความสงสัยในแววตา ดูน่าเอ็นดูนัก ทว่าคนฟังกลับเอ่ยคำพูดตอบกลับไม่ตรงคำถามซะนี่
“แล้วเราล่ะ? นี่คงยืนรอรถเมล์จนขาลากแล้วล่ะสิ จะขึ้นมาก่อนมั้ย เดี๋ยวฉันไปส่ง”
“แต่...”
“ขึ้นมาเถอะน่า ข้างๆที่นั่งฉันยังว่าง วันนี้ไม่ได้ขับรถเอง รับรอง ไม่พาเราวิ่งแล่นฉิวไร้เบรกแบบคราวก่อนหรอก ประกันความปลอดภัยชั้นหนึ่งเชียว”
“งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะ” รอยยิ้มระบายตอบบนใบหน้า ก่อนที่ร่างเล็กบางจะกระโจนตัวเข้ามานั่งข้าง “คุณยังไม่ตอบคำถามผมเลยนะฮะยูชอน ว่าคุณมาทำอะไรที่นี่?”
“หืม?” เรียวคิ้วเข้มเริ่มขมวดปม คล้ายจะรอทวนคำถามอีกครั้ง ทว่าจุนซูกลับเม้มริมฝีปากแน่น “ฉัน...มาส่งน้องชาย”
“น้องชาย?” ยูชอนพยักหน้าแทนคำตอบ “ไม่ยักรู้ว่าคุณมีน้องชายด้วย วันนั้นไม่เห็นเล่าให้ฟังเลย”
“ก็เราไม่ได้ถามฉันซักหน่อยนี่นา ว่าแต่จะไปไหนหรือ? ดูท่าทางรีบๆ” จุนซูหรี่ตาลงมองเมื่อถูกตัดบทเรื่องที่อยากรู้ด้วยคำถามบ้าง
“ตอนเที่ยงผมต้องทำพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหาร” หันมาตอบ แต่มือบางยังชี้ทางให้คนขับ “เลี้ยวซ้ายตรงแยกนี้แล้วตรงไปจนสุดทางเลยนะครับ”
“พาร์ทไทม์อีกแล้ว? นี่เราไม่มีวันหยุดกับเขาบ้างรึไง?”
“ก็ผมต้องกินต้องใช้นี่นา เดี๋ยวอีกไม่กี่วันก็เปิดเทอมแล้วด้วย ค่าใช้จ่ายอีกจิปาฐะ ไหนจะต้องเรียนอีก ถ้าเป็นคุณ...คุณจะหาเวลาที่ไหนไปทำงานหาเงินล่ะฮะ?”
ยูชอนอมยิ้มในประโยคคำพูดนั้น อดจะชื่นชมเจ้าของแววตาเรียวรีนี้อยู่ในใจไม่ได้ จุนซูอายุเท่ายูฮวาน หากความคิดความอ่านเกินตัวอยู่มาก ไม่แปลกเลยที่อยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องพึ่งใครมาดูแลเอาใจใส่สักคน เคยนึกอยากจะถามถึงคนในครอบครัวอยู่เหมือนกัน แต่คงเพราะนิสัยที่ไม่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัวใคร ชายหนุ่มจึงไม่อยากเอ่ยประโยคคำถามให้ระคายหู รอให้คนช่างพูดเป็นฝ่ายเล่าเองเสียจะดีกว่า...
ถ้ารู้จักสนิทสนมกันมากกว่านี้...
คุ้นเคยมากกว่านี้...
ปาร์คยูชอนจะมีโอกาสได้รับรู้ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคิมจุนซูมั้ยนะ?
TBC.
วิธีการผู้ดีที่กำหลาบริกกี้ได้ น้องมินคะ เอาไปเลยค่ะ 10/10

อ๊ายยยยยยยยยยย น้องมิน เด็กน้อย น่ารัก คิดถึงบ้าน
ความรู้สึกแบบเดียวกันเลย แต่......
ไปโซลเดี๋ยวก็หลงเสน่ห์คนบางคนหรอก
สาวๆ อาจจะไม่ใช่ ฟุเชื่อใจมิน
แต่อุเคะน่ารักๆ บางคน เหอๆๆ ระวังหัวใจหายไป
มินตอนนี้ดูเด็ก ดุยังไม่ออกเลยว่าจะเป็นเคะหรือเมะ
หวังว่าคนเขียนคงไม่ได้เซอร์ไพรสหรอกชิมิ
เฮอๆๆๆๆๆๆๆ
อ่านแล้วอยากกลับบ้านนนนนนนนนนน
ปล. ตอนที่เหลือค้างไว้ก่อน เวลาเล่นเน็ตหมดแล้ว
#1 By fuchi (^^) on 2008-07-06 13:55