[SF] My Elephant!! [ช้างใหญ่ของยุนโฮ = =]
posted on 17 Jul 2008 00:14 by evencyeve in SF-My-Elephant
Title : My Elephant
ตอน : ช้างใหญ่ของยุนโฮ
Author : Evencyeve
Couple : Yunho X Jaejoong
Talk : เข็นออกมาแก้ขัดฟิคยาวเน้อ เอาไปอ่านคลายเคลียดก่อนนะคะ ^ ^
[SF]
“ช้างๆๆ น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า ช้างมันตัวโตไม่เบา จมูกยาวๆเรียกว่างวง สองเขี้ยวข้างงวงเรียกว่างา มีหูมีตาหางยาว~”
ทำนองเพลงอนุบาลถูกเปล่งผ่านริมฝีปากอิ่มฉ่ำด้วยสำเนียงแปลกแปร่ง ดวงตาโตหวานก้มลงมองภาษาคาราโอเกะที่เขียนอยู่บนกระดาษบางอย่างตั้งใจ แหกปากร้องเพลงเดิมซ้ำๆไม่หยุดเสียง
“โอ้ยยยย....ทำไมมันร้องยากอย่างนี้นะยุนโฮ!!” แจจุงโพล่งออกมา ทำท่าทางเหมือนคนที่พร้อมจะจิกทึ้งผมตัวเองให้ร่วงหล่นลงมากองที่พื้นได้ทุกเมื่อ
“ใจเย็นๆสิครับที่รัก พยายามอีกนิดนึง” ยุนโฮขยับตัวเข้ามาใกล้ กอดปลอบร่างบางราวกับอีกฝ่ายเพิ่งตื่นจากฝันร้าย ใบหน้าหล่อเหลาคลอเคล้าอยู่ข้างแก้มขาว แนบฝ่ามือลงกับเอวบอบบางน่ากดกอด
“ไม่ยงไม่เย็นมันแล้ว ถ้าวันนี้ยังร้องไม่ได้ พรุ่งนี้ฉันจะไปภูเก็ต!!”
“ห๊ะ!!?” ยุนโฮหน้าหวอเมื่ออยู่ๆภริเมียสุดที่รักก็ลุกพลวดพลาดขึ้นมาประกาศเสียลั่นบ้านว่า ‘ถ้ายังร้องเพลงช้างไม่ได้ จะไปภูเก็ต!’
...กูไม่ขำนะครับที่รัก ร้องเพลงช้างไม่ได้จะไปภูเก็ต มันเกี่ยวกันตรงไหน อธิบายให้กู Get ที๊!!~
“ไม่เอาน่า อย่าเพิ่งโวยวายสิ ลองใหม่อีกทีนะ เดี๋ยวฉันสอนให้”
“อย่างพี่น่ะ สอนยังไงก็ไม่ได้สำเนียงเขาหรอก ให้ผมสอนให้ดีกว่า example นะ ‘อย่าแอ๊บแบ๊ว’ ‘กอดกันหน่อย’ ‘จับมือกันหน่อย’ อันนี้เด็ดสุด ‘เผา!’” ยุนโฮกดริมฝีปากโค้งลงด้วยความหมั่นไส้เมื่อถูกน้องชายตัวดีสอดเสียงสำเนียงโอ้อวดส่งคำว่า ‘โชว์พาวด์’ นำทัพหน้าตาและรูจมูกที่เด่นหรามาแต่ไกล หากยูชอนกลับไม่ได้ใส่ใจจะให้ริมฝีปากอิ่มเต็มหยุดวาจาระรานผู้อื่นอยู่เพียงแค่นั้น “เห็นป่ะ ผมน่ะเด็ดดวงด้านภาษาไทยขนาดไหน กะอีแค่เพลงช้างง่ายๆ ผมสอนพี่แจจุงได้เหมือนปอกกล้วยเข้าปากเลยเหอะ”
“สาระแนละ ใครขอความเห็นแกมิทราบ?”
“อ๊ะ! ก็คนมันหน้าตาดีมีความรู้คู่ประสบการณ์ ใจบุญสุนทานอยากช่วย”
“ถุ๊ย!” ยุนโฮส่งเสียงเบิกทางด้วยวาจาเราะร้าย “ช่วยน่ะช่วยได้ แต่ช่วยไปห่างๆตีนกูให้ไวจะได้มั้ยครับไอ้น้องชาย!!” ฝีเท้าไววาดหวือขึ้นกลางอากาศ เกือบจะสะกิดให้ร่างสูงโปร่งของ ‘คนหน้าตาดี’ แทบเสียหลักล้มหัวทิ่มหัวคะมำ
“ดูดิพี่แจจุง ความหวังดีกลายเป็นได้ผลร้ายซะได้” ยูชอนว่าช่างฟ้อง บุ้ยหน้าไปทางเจ้าของบาทางามๆ
“มีอะไรก็ไสหัวไปทำเลยไป คนกำลังเครียด!” แทนที่จะได้ความเห็นอกเห็นใจ กลับกลายเป็นวาจาเราะร้ายตามสไตล์คิมแจจุง ยูชอนจึงย่นจมูกยอมเลี่ยงหนีฝีเท้าอีกข้างไปอย่างเสียไม่ได้ ริมฝีปากบ่นขมุบขมิบงึมงำคนเดียว ‘กูอุตส่าห์เสนอหน้าอยากช่วย แม่ง! ซวยโดนด่าทุกครั้ง ไม่เข้าใจทำไมคนหน้าตาดีถึงมีกรรมบังแบบนี้ด้วยวะ?!’
“ยูชอนนนนน~~” เสียงแหลมหวาน[?]ร้องขานหวีดหวิวมาถึงก่อนตัว เจ้าของชื่อหันขวับแทบจะทันทีที่ได้ยิน หรือหากเปรียบเทียบอากัปกิริยาการแสดงออกคงไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์สี่เท้าที่แลเห็นกระดูกชิ้นโตลอยละลิ่วปลิวว่อนมากองอยู่ตรงหน้า
“คร๊าบบบบบ...”
“วันนี้ไปช็อปกันมั้ย? เราอยากได้กระเป๋าใบใหม่” ประโยคที่เอ่ยถามออดอ้อนอ่อนหวานประกอบกับใบหน้าขาวกลมที่อวบอูมไปด้วยเนื้อแก้มน่าหยิกทำให้ถ้อยคำที่คิดว่าจะเอ่ยปฏิเสธจำต้องกลืนหายลงไปในลำคอ ‘เอาซาลาเปามาล่อแบบนี้ กูไม่ยอมกินแกลบฟรีๆนะครับจุนซู!’
"จุนซูอยากได้ซักกี่ใบล่ะ?”
“ถามแบบนี้ไม่มีจำกัดงบใช่ม๊า?~”
“อื้อ...” รอยยิ้มหวานวาดขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงตอบรับ “แต่...มีข้อแลกเปลี่ยน”
“โหย ยูชอนอ่ะ นึกว่าจะเป็นคนดีแล้วเชียว” จุนซูโอดครวญ “แล้วจะเอากี่รอบล่ะ?”
“ห๊ะ!!” แรงได้อีก คิมจุนซูแฟนกูแรงได้อีก ยูชอนหันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้พี่ใหญ่ ดวงตาเป็นประกายด้วยมาดหมายถึงค่ำคืนอันแสนหวาน
“นี่พวกแก จะไปไหนก็ไปเลยไป! เข้าใจมั้ยว่ากูจะอยู่กับเมีย!”
“ชอบพาลไม่มีเหตุผลอ่ะพี่ยุนโฮ” จุนซูว่า ทำแก้มพองลมกลมป่อง ตามองตามแจจุงที่ลุกหนีเข้าห้องนอนไปตั้งแต่เสียงเรียกขาน ‘ยูชอนนนน...’ ดังแทรกโสตประสาทการรับรู้เข้ามา
“อย่าไปสนใจเลยจุนซู คนขี้อิจฉาก็อย่างนี้แหละ”
“ไอ้!...”
“อ๊ะๆๆ ไหนบอกจะอยู่กะเมียไงพี่ นู่น...ตามไปสอนร้องเพลงช้างได้แล้ว ถ้าวันนี้ร้องไม่ได้ ระวังพี่หมดตูดค่าเครื่องไปภูเก็ตอย่าหาว่าผมไม่เตือนน้า~”
“ไปภูเก็ต!?” เสียงแหลมโพล่งถาม “ไปทำไมหรือยูชอน?”
“ก็ไปหาคนสอนร้องเพลงช้างที่ภูเก็ตยังไงล่ะครับที่รัก” คำตอบกวนเบื้องบาทน่าตะปบตบด้วยฝ่าเท้าแล้ว เสียงหัวเราะชวนปวดประสาทก็ตามมาอีกเป็นระลอกคลื่นใหญ่ ยุนโฮขบกรามแน่น
“อ้าปากแผดเสียงให้ดังกว่านี้สิ กูจะเอาตีนล้วงเข้าไปขัดล้างให้ เอาสะอาดแค่ไหนบอกมา!!”
ไวเท่าทันความคิด จุนซูเป็นฝ่ายตะครุบปากอิ่มเต็มที่เผยออ้าเอาไว้ ‘เกือบไปมั้ยล่ะ แปรงสีฟันธรรมดาดีๆไม่ชอบ อยากได้แปรงสีฟันยี่ห้อชองยุนโฮที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณอันดับหนึ่งถึงความสะอาดชนิดเห็บหมัดในปากรวมทั้งโฮสต์สี่ขาไม่กล้าแม้แต่จะเสนอหน้าอยู่ สาระแนส่งลูกออกมาทำมาหากินเหลือเกินนะยูชอน!!’
“ถ้างั้นผมไปเลยแล้วกันนะฮะพี่ยุนโฮ” จุนซูตวัดมือขาวกระชากคอเสื้อคนรัก โค้งตัวนอบน้อม ‘ก็น้อมเฉพาะยามที่ไฟลุกท่วมหัวผัวพี่แจนี่แหละว้า...’
“สอนเมียร้องเพลงช้างให้ได้นะพี่ พรุ่งนี้การ์ดจะได้ไม่หัก ฮ่าๆๆ”
“ไอ้ส้น---!!” วาจาเราะร้ายสบถด่าไล่หลัง ทว่ากลับไม่ได้สะกิดหนังหน้าของ ‘คนหน้าตาดี’ ให้หุบปากหยุดส่งเสียงเห่าหอนวอนส้น---มาแต่ไกลได้ ยุนโฮจึงออกอาการฟึดฟัดเหมือนติดสัดเดินวนไปเวียนมาไม่อยู่สุข
“จะกินข้าวเย็นมั้ยวันนี้?”
“อย่ามายุ่งกะกูได้ป่ะ!”
“เออ ถ้ามึงไม่กิน กูก็ไม่ทำ!!!”
“เฮ่ย!” ดูเหมือนสติสตังเพิ่งจะวิ่งกลับเข้าร่าง ยุนโฮร้องเสียงหลงทันทีที่หันหน้ากลับไปเห็นเจ้าของแววตาวาวโรจน์ ‘เมียมีไว้เทิดทูน แต่สมองกูกลับจูนแยกสรรพนามเรียกขานไม่ทัน จบเห่กัน! สงสัยวันนี้กูได้เป็นหมันขั้นถาวรแน่!’
“แจจุง~”
ปัง!!!
เสียงปิดประตูปังใหญ่ทำให้คนตัวสูงชะงัก ใบหน้าหล่อนิ่งสงบลงในบัดดล รู้สึกถึงเหงื่อเย็นที่ผุดระบายอาบแก้มคร้ามแดดเป็นเม็ดๆ มือใหญ่ตัดสินใจเคาะประตูเรียก
“แจจุง~ เปิดประตูก่อนน้า ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น ไม่นึกว่าจะเป็นนาย”
“ไม่!” เสียงห้วนสั้นตอบฉับพลันทันที ‘ไม่ใช่กูถามแล้วหมาตัวไหนจะถามล่ะวะ!?’
“ไม่อยากได้คนสอนร้องเพลงช้างแล้วหรือ?~”
“ร้องเองได้ ไม่ง้อโว้ย!” อารมณ์ขุ่นเคืองไม่ยอมลงง่ายๆ ยุนโฮก็จนใจจะง้องอน
“เปิดก่อนน้าที่รัก~” เสียงทุ้มวอนขออ่อนโยน “ไม่อยากได้แล้วหรือแพ็คเกจเที่ยวภู...”
“อยาก!” ใบหน้าสวยหวานโผล่พ้นบานประตูออกมาแบบปัจจุบันทันด่วน ดวงตาวาวโตวิบวับเป็นประกาย ‘กูจะบ้าตาย ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคดีด้วยซ้ำ อย่าทำกูหัวใจวายอย่างนี้สิครับที่รัก!’
“แล้วคืนนี้ผมจะได้อะไรตอบแทนน้า?” มือใหญ่โอบรั้งเอวบางเอาไว้มั่น ใบหน้าอยู่ชิดกันแทบจะรวมลมหายใจเป็นหนึ่ง
“ไม่ได้” จากที่กอด ยุนโฮก็ปล่อยร่างบางในบัดดล
“งั้นก็ไม่ต้องไป” ‘กวนตีนกูแล้วไง เมื่อกี้ยังถูกง้ออยู่ดีๆ ตอนนี้กลับกลายมาเป็นเบี้ยซะได้ ได้ไงๆ คิมแจจุงจะยอมได้ยังไง!’
“ก็ฉันจะไป!”
“ไม่เอาน่า อยู่บ้านนอนเลี้ยงลูกหมาดีกว่านะ ช้างตัวใหญ่ กินเยอะจะตาย จะไปเลี้ยงมันทำไมให้เปลืองตังค์” ยุนโฮว่าอย่างมีเหตุมีผล แต่คงลืมนึกไปเสียว่า เหตุผลสำหรับคนเอาแต่ใจมีอยู่แค่คำเดียว คือ ‘ต้องได้’ ไม่แคร์ไอ้หน้าไหนทั้งสิ้น แม้จะเป็นคนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้ ยังไงก็ต้องสยบแทบเท้า!
“ก็ฉันอยากขี่ช้างนี่นายุนโฮ~” เสียงหวานออดอ้อน ซุกหน้าลงกับอกกว้าง มือใหญ่ก็โลมลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างปลอบโยน
“โอ๋....ไม่งอแงน้า ช้างน่ะขี่ที่ไหนก็ได้ ไม่เห็นต้องไปไกลถึงภูเก็ตเลยนี่”
“หมายความว่าไง?” ดวงตากลมโตช้อนมอง น่าเอ็นดูเสียจนหัวใจคนปลอบสูบฉีดปรี๊ดปร๊าดรุนแรงแทบแซงทะลุอก ไม่ได้ตั้งใจจะสื่อความนัย แต่อารมณ์ในใจมันเรียกร้อง ‘จะบอกว่าทุกพื้นที่ของตารางสมอง มีแต่เรื่องของ sex sex และ sex!’
“ก็หมายถึงช้างไง” ยังเล่นลิ้นได้ไม่เลิก ไม่แค่วาจาเปล่าๆ มือใหญ่ยังจับข้อมือบางเลื่อนไล้ขึ้นมาสัมผัสกอบกุมแก่นกลางกายของตัวเองอีก!
“ไอ้โรคจิต!!” ด่าทอไปตามจริตมารยา ทว่าใบหน้ากลับขึ้นสีระเรื่อแดงลามไล้ไปจนถึงใบหู “ฉันไม่ได้อยากขี่ช้างของนายนะ!”
“ช้างฉันก็มีงวงเหมือนกันนะแจจุง”
“อี๊~ บ้ากาม!!”
“เอ้า! คบกันมาตั้งนาน นายเพิ่งรู้หรือว่าฉันบ้ากาม” ไม่พูดเปล่า ยุนโฮยังยิ้มรับหน้าระรื่นชื่นอุราเสียอีก ลำแขนใหญ่ออกแรงดันร่างบางไปจนติดผนัง ก็ใช่ว่าแจจุงจะไม่เคยมี sex กับคนรัก แต่อารมณ์แบบนี้ ในสถานการณ์แบบนี้ เขายังไม่อยาก! ‘ลองนึกสภาพช้างตัวโต กับไอ้ช้างโจ๋ของยุนโฮ โอ้...พระเจ้า! มันต่างกับลิบลับเลยเหอะ!’
“เอาไว้เย็นๆ กว่านี้ที่พวกยูชอนกลับมาก่อนไม่ดีกว่าหรือยุนโฮ”
“แหมๆๆ ฉันไม่ได้โง่ตามความคิดเอาตัวรอดของนายไม่ทันหรอกนะ ขืนรอเจ้าพวกลิงบ้านั่นกลับมา ช้างฉันไม่ห่อเหี่ยวตายไปก่อนรึไง?”
“ก็...” แจจุงจนใจจะโต้เถียง เมื่อกลีบปากอิ่มแดงได้ลิ้มรสสัมผัสอุ่นนุ่มจากปลายลิ้นวาบหวาม “อื้ม...อย่าเพิ่งสิ...ย...ยุนโฮ”
“ช้าไม่ได้ครับที่รัก ช้างผมกำลังฮึกเหิม!” ประโยคเด็ดที่ถูกสรรหามากล่าวตอบ ทำเอาผิวแก้มขาวใสยิ่งแดงจัด สีสันสุกใสคล้ายเชอรี่อิ่มกระตุ้นให้สันจมูกโด่งคมกดฝังคลอเคลียไม่ยอมห่าง มือใหญ่ปลดกระดุมเสื้อตัวบางออก สัมผัสลูบไล้แผงอกขาวกระจ่างจนผิวเนื้อนวลเนียนเต็มตึง
“ทำตัวให้เบาๆหน่อยนะครับคนสวย” ยุนโฮสอน แจจุงก็ว่าง่าย ขยับเรียวขา เขย่งตัวขึ้นให้วงแขนแกร่งได้ประคองกอดเอาไว้
“อ๊ะ! อา....” เสียงหวานหอบครางเมื่อนิ้วอุ่นเลื่อนขยับขึ้นมาสัมผัสยอดอกเต็มตึง สีสดจัดเร่งเร้าให้อารมณ์ความอยากยิ่งพุ่งสูง อดจะทาบริมฝีปากลงประทับเก็บกลืนความหวานเอาไว้ไม่ได้ ปลายลิ้นฉ่ำชื้นเลียไล้ตั้งแต่แผงอกบางขึ้นไปตามลำคอผ่อง กดรอยจูบฝังเต็มแรง ก่อนจะบดริมฝีปากลงกับกลีบปากอิ่มแดงนั้น แจจุงสะท้านตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อมือใหญ่ยกเอวบางลอยสูง สะโพกขาวมนขยับไหวตามแรงบีบรัดของมือหนา
ริมฝีปากแดงสดยิ่งหอบถี่ หากยังไม่ทันได้หายใจเต็มปอด เรียวลิ้นอุ่นก็แทรกดุนเข้ามาในโพลงปาก จูบรสหวานเจือความอ่อนโยนนุ่มนวล มีแค่ยุนโฮคนเดียวที่ให้ได้ มีแค่ยุนโฮคนเดียวที่แจจุงยอมรับจูบนี้ด้วยความเต็มใจ ทว่าจังหวะเร่งเร้าของปลายลิ้นกลับกระตุกสั่น ร่างบอบบางจึงเป็นฝ่ายมอบจูบตอบคืนเสียเอง
“ย...ยุนโฮ อะ...อา...” ความอุ่นร้อนจากนิ้วมือหนาที่กอบกุมแผ่ซ่านกำจายเข้ามาในกาย สัมผัสนุ่มนวลที่ถูกกระตุ้นเร้าขยับเสียดสีขึ้นลงเร็วแรงเป็นจังหวะ น้ำเสียงสั่นไหวครางแผ่วในลำคอเมื่อความลื่นเย็นจากจุดสูงสุดเอ่อทะลักทะลายแปดเปื้อนจนเต็มมือ ยุนโฮกดยิ้มบนมุมปาก สอดปลายนิ้วเข้าไปในริมฝีปากอิ่มเต็มที่เผยออ้า ‘เซ็กซี่เป็นบ้าเลยแจจุง!’
“พ...พอแล้ว...ไม่กินแล้ว” แจจุงปฏิเสธเสียงอ่อนอ่อย เมื่อถูกยัดเรียวนิ้วที่อาบลื่นเข้ามาในโพลงปาก แต่แรงบีบกดบนปลายคางกลับยิ่งทำให้ต้องเผยออ้า แลบเลียลิ้นสีสดออกมาลิ้มรสความหวานฉ่ำนั้น มือบางแปะป่ายไปทั่ว เมื่อขีดความต้องการของร่างกายพุ่งสูง กระดุมที่เคยติดไว้หลวมๆบนเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบางของยุนโฮจึงถูกเด็กดื้อกระชากขาดเสียเต็มแรง
“นิสัยไม่ดี ทำเสื้อฉันขาดแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย” ไม่พูดเปล่า ยุนโฮยังหอมแก้มขาวไปฟอดใหญ่ด้วยความเอ็นดู หากยังไม่ทันได้ยกสะโพกมนกลมกลึงขึ้นแนบกับตัวลอยเหนืออากกาศ แจจุงก็ทรุดตัวลงมานั่งกองอยู่กับพื้น ปลดเข็มขัดพร้อมเกี่ยวตะขอกางเกงร่างสูงลงโดยที่ไม่ต้องมีคำออดอ้อนวอนขอ ‘น่ารักให้ตายเลยพับผ่า จะทำออรั่ลเซ็กให้กูอีกต่างหาก จอร์จ!~’
ริมฝีปากบวมตึงขยับรูดเข้าออกเป็นจังหวะเชื่องช้า หลับตาพริ้ม กลุ่มผมสีทองเป็นประกายถูกมือหนาใหญ่กดไว้ ปลดปล่อยทะลักทะลายง่ายดายนัก ยุนโฮแทบสะดุ้งเมื่อลิ้นฉ่ำชื้นลากไล้ไปมาบนแก่นกาย แม้จะถูกหยอกล้อด้วยฟันซี่โตบ้าง ร่างสูงก็ไม่ถือสา เพียงส่งสายตาเว้าวอนให้แจจุงหยุดขบกัดลงบนต้นเนื้ออ่อนบาง ‘อย่าครับที่รัก ผมยังไม่อยากสูญพันธุ์ตอนนี้’ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดระบายบนกลีบปากอิ่มแดง ยุนโฮจึงเข้าใจได้เลยว่าเจ้าตัวมีแผนการอะไรแอบแฝงอยู่ ด้วยเรี่ยวแรงที่มากกว่า วงแขนแกร่งจึงตวัดรัดโอบรวบช้อนเอาร่างบางขึ้นไว้ในอ้อมอก โยนลงกับฟูกนอนเนื้อนุ่ม
“ให้ฉันลองทำออรั่ลให้นายบ้างเอามั้ย?” มือหนาทั้งสองค้ำลงที่ข้างลำตัวขาว แจจุงหน้าแดงก่ำเมื่อใบหน้าอยู่ชิดกันจนได้ยินเสียงลมหายใจ เขินอายจนไม่กล้าให้คำตอบ “ฉันถามว่าให้ฉันลองทำ...”
“พ...พอแล้วล่ะน่า” เสียงขลาดเขินดังแทรกขึ้นมา แต่ยุนโฮถือสุภาษิตที่ว่า ‘ยิ่งห้าม...ก็เหมือนยิ่งยุ’ ริมฝีปากอุ่นจึงขยับเข้าครอบครองส่วนอ่อนไหวในทันที
“อ๊ะ...อ๊า...ย...ยุนโฮ ฉันบอกว่า..พอ...แล้ว” น้ำเสียงครางสั่นรั้งให้ใบหน้าหล่อเหลาช้อนเงยขึ้นสบตา
“พอหรือ? แน่ใจนะ?” ถามทั้งที่ลมหายใจยังรินรดกัน ใบหน้าขาวนวลยิ่งขึ้นสีแดงจัดลามไปจนถึงใบหู อากาศร้อนผ่าวที่ระบายออกทางสันจมูกโด่งคมสัมผัสครอบคลุมแก่นกลางกายจนแทบเตลิดเปิดเปิง แจจุงหอบสะท้าน สูดลมหายใจเข้าปอดอย่างตะกรุมตะกราม มือบิดขยุ้มเนื้อไหล่กว้างเอาไว้ จิกเล็บฝังลงไปแทบจมนิ้ว ความซ่านเสียวที่ถูกลิ้นอุ่นลากไล้ไปตามส่วนอ่อนไหว กระตุ้นให้แข็งขึ้นสู้ริมฝีปาก ปลดปล่อยความกระหายอยากจนล้นทะลัก ยิ่งทำให้ใบหน้าหวานบิดเบ้ด้วยราคะที่คุกรุ่น ดวงตาแลสบกับ สอดประสานลมหายใจเป็นหนึ่งเดียว
“ต...ต่อเถอะ ฉ...ฉันไม่ไหวแล้ว” อ้อนวอนคล้ายถูกบีบบังคับด้วยความต้องการเต็มเปี่ยม แจจุงขยับสะโพกขึ้นพอให้เหลือช่องว่างระหว่างฟูกนอนกับแผ่นหลัง “ส...สอดเข้ามาได้มั้ย ยุนโฮ...ฉันต้องการ อึก..”
นิ้วเรียวยาวสอดเข้าไปในช่องทางคับแน่น เช่นกันกับที่ผนังเนื้ออ่อนนุ่มก็ตอบสนองบีบรัด เสียงหวานหอบครางสะท้าน จนเมื่อกลีบปากถูกประกบเติมลมหายใจให้แก่กัน แรงขยับของสะโพกขาวจึงถี่กระชั้นขึ้นเป็นระยะ ความฉ่ำหวานที่แผ่ซ่านกำจายอยู่ในโพรงปาก ทำให้ยุนโฮไม่อาจถอนแม้ริมฝีปากคืน ปลายนิ้วสอดขยับเข้าออกจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม เร่งจังหวะความต้องการให้พุ่งปะทุ สติอันเลือนรางจากภาพที่มองเห็นไม่เต็มตา ทำให้ร่างบอบบางแทบจะหมดแรงลงในอ้อมกอด หากยังไม่ทันได้ซบหน้าลงกับหมอน แผ่นหลังขาวกระจ่างก็ถูกจับพลิกขึ้นอวดสีผิวนวลเนียนน่าสัมผัสแก่สายตา
“อะ...อ๊า~” กลีบปากอิ่มแดงเผยออ้า ครางเสียงหวานน่าฟังนักเมื่อถูกส่วนแข็งขืนอุ่นร้อนสอดดันเข้ามาในกาย ยุนโฮขยับตัวเข้าชิด กดสะโพกมนเอาไว้มั่น กระแทกกายลงซ้ำ...ซ้ำ มือเรียวขาวจิกฝังปลายนิ้วลงกับผ้าปูที่นอน ดึงจนยับยู่ยี่แทบไม่เป็นรูปเป็นทรง จังหวะขยับไหวเนิบช้า เสียดสีเข้ากับต้นทางอ่อนนุ่ม ถอนตัวออกแล้วกลั่นแกล้งด้วยการจ่อส่วนปลายไว้ ไม่กระแทกเข้าไปในช่องเนื้อ
“ย...อย่าแกล้งกันสิ สอดเข้ามา เร็วๆ ไม่เอาแบบนี้นะยุนโฮ~” น้ำเสียงหวานเว้าวอน ทรมานน้ำตาแทบเล็ด ขีดความต้องการกำลังพุ่งสูง แต่เมื่อถูกแกล้งให้คอยเก้อ ความเจ็บที่ถูกหยุดการกระทำลงกลางครันยิ่งบีบคั้นให้ตกเป็นเบี้ยล่าง
“ตื่นตัวเต็มที่เลยน้า” ยุนโฮเย้า เสียดสีแก่นกลางกายไปมาที่ปากทาง แจจุงครางเสียงสั่นตอบ มือปะป่ายควานหาตัวร่างสูง
“พ...พอแล้ว ยุนโฮ ฉันไม่ไหวแล้วนะ~”
“ไม่ให้ผมหยุดแล้วหรือครับที่รัก?” เรียวปากอุ่นร้อนกระซิบถามเสียงพร่าที่ใบหู ขบกัดลงเบาๆพอให้แรงอารมณ์ยิ่งปะทุ
“ไม่หยุด ไม่เอา อย่าหยุดอีกนะ..นะ...ฉันขอร้อง” แจจุงหอบครางสะท้าน ทั้งอ้อนวอนทั้งดึงรั้ง เป็นฝ่ายพลิกกายกลับขึ้นมาเผชิญหน้าเสียเอง ดวงตาหวานฉ่ำแลสบ เผยอปากอิ่มแดงขึ้น ยุนโฮก็จูบตอบ กวาดลิ้นร้อนแทรกเข้ามาในโพลงปาก จับสะโพกมนเอาไว้ แยกเรียวขาขาวออก ค่อยๆสอดกายเข้าไปอีกครั้ง ขยับไหวเสียดสีแผ่วเบา
“อ...อื้ม...อ๊า~” ความซ่านเสียวที่ก่อเกิดทำให้เจ้าของริมฝีปากบวมตึงครางเสียงหวาน มือกดขยุ้มเนื้อไหล่แกร่งเอาไว้ ระบายความเจ็บปวดระคนสุขสมกลับคืน ลำตัวผอมบางขยับไหวโยกไปตามแรงกระแทก จิกเล็บลงฝังบนผิวเนื้อเมื่อแรงเสียดกระทั้นดุนดันเข้ามา ดวงตาโตหวานพร่าเลือน ทิ้งตัวลงนอนบนฟูกอย่างหมดแรง ทันทีที่ยุนโฮหยุดขยับกาย หากยังไม่ทันที่สติจะเลือนหาย หูก็พลันได้ยินเสียงกระซิบนุ่มจากคนตัวโต
“ผมรักแจจุงนะ”
“บ้า! มาบอกรักอะไรตอนมี sex เนี่ยห๊ะ!” มือขาวซัดเข้าอกกว้างดังอั่ก เป็นฝ่ายเบียดตัวขึ้นนั่งบนลำตัวของร่างสูง ดวงตาหวานฉ่ำเป็นประกายวิบวับน่ามอง หอบสะท้านจนแผงอกบางเต้นไหวชวนลูบไล้
“ก็อยากบอก เดี๋ยวจะหูตาพร่าเลือนไม่ได้ยินคำบอกรักจากปากฉันไง” ยุนโฮย้อนแบบกำปั้นทุบดิน ฟังยังไงเหตุผลก็ดูไม่เข้าที
“ใครอยากได้ยินกันเล่า?!” แจจุงว่า แก้มแดงปลั่งกอรปรวมกับรอยยิ้มเขินอายยิ่งชวนมอง
“ก็แหงสิ ฉันบอกรักนายทุกวัน ไม่เห็นนายบอกรักฉันบ้างเลย” เสียงทุ้มบอกงอนๆ น้อยใจที่ไม่ค่อยได้ยินคำรักหลุดออกมาจากปากแจจุงนัก ต่างกันกับเจ้าตัวที่มักจะพร่ำบอกทุกวันไม่เคยขาด
“ใครว่า!” เสียงดุประท้วง “ฉันบอกนายทุกวันแหละ นายหูตึงไม่ได้ยินเอง”
“ตอนไหน?” ยุนโฮรั้งปลายคางเรียวลงมา ตาสบตาเพื่อค้นหาคำตอบ
“ก็ตอนนาย...”
“นอนหลับ อาบน้ำ เข้าส้วม หรือว่า...” คนตัวสูงต่อคำพูดให้ ทำเอาเด็กดื้อพองแก้มงอนตุ๊บป่องที่ถูกรู้ทันทุกคำตอบ หากยังไม่ทันได้เอ่ยปากประท้วงเสียงดุ ใบหน้าหวานก็ถูกโน้มลงไปรับจูบประทับเข้าแก้มขาวฟอดใหญ่ “บอกตอนไหนฉันก็รู้ว่านายรักฉันเหมือนกันนั่นแหละน่า แจจุง”
“อิ๊!~ คนหลงตัวเอง”
“ถ้าหลงตัวเองอย่างที่นายว่า ฉันไม่มานอนกกนายอยู่แบบนี้หรอก” ยุนโฮเถียง “ฉันหลงนายต่างหาก ถึงยอมให้ขี่ช้างอยู่นี่ไง”
“ไอ้บ้า! ลามก” ด่าจบก็เงื้อมือหมายจะซัดที่อกกว้างอีกครั้ง หากแต่ถูกรั้งไว้ด้วยมือใหญ่แข็งแรง
“ไม่เอาน่า ไม่ใช้กำลังนะครับคนสวย เดี๋ยวเรี่ยวแรงจะไม่มีเหลือให้ต่อบทรักบทต่อไปน้า” ยุนโฮวาดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาคมกริบดูเป็นประกายวิบวับมากไปด้วยกลอุบายหลากหลายที่ซ่อนอยู่ ยังไม่ทันที่ ‘คนสวย’ จะชักมือกลับ สันจมูกโด่งคมก็กดฝังลงกับปลายนิ้วเรียวบาง สูดกลิ่นหอมเข้าไปเสียเต็มปอด ก่อนจะลากปลายลิ้นอุ่นชื้นเก็บกลืนความหวานไปทีละนิ้วจนสีแก้มขาวนวลระบายแย้มไปด้วยเลือดฝาดแดงก่ำเพราะขัดเขิน ยุนโฮช้อนตามอง กดรอยยิ้มพึงใจเมื่อเห็นปากอิ่มแดงไม่โต้ตอบ “อีกซักรอบนะ”
“ยังไม่พออีกหรือ?” แจจุงว่าอิดออดเมื่อถูกอ้อนด้วยการกระทำแบบนั้น ทว่าคนขอกลับส่ายหน้า
“สำหรับชองยุนโฮ ไม่มีคำว่าพอ”
“โหย...” คนสวยโอดครวญ “แล้วแพ็คเกจทัวร์ภูเก็ตล่ะ? ฉันอยากขี่ช้างเร็วๆนะยุนโฮ”
“ก็ขี่อยู่นี่ไง”
“กวนตีน!” คำด่าทอเล่นเอาคนหล่อแทบสะอึก “ตัวเล็กกะจิ๊ดเดียว ทำมาเบ่ง อยากขี่ช้างแบบเป็นๆ ตัวโตๆน่ะ เข้าใจมั้ย?!!” ไม่เล่าเปล่า แจจุงยังวาดไม้วาดมือเป็นรูป ‘ช้างตัวโตๆ’ ตามที่เจ้าตัวจินตนาการกลางอากาศเสียอีก ทำเอาคนฟังนึกขำ ยิ้มตามด้วยความเอ็นดู ‘นี่เมียกูเป็นบ้าอยากขี่ช้างขนาดนี้เลยหรือวะ!?’
“แพ็คเกจทัวร์? ก็บอกแล้วไงว่าแลกกัน แต่แค่รอบเดียวมันไม่คุ้ม get มั้ยครับคนดี?”
“งั้นจะเอากี่รอบ ตกลงเป็นเงื่อนไขมาเลยดีกว่า” ยุนโฮชูนิ้วนับเรียงตัวได้ห้ารอบ “ไม่เอา เจ็บ เหนื่อย”
ลดลงมาเป็นสี่รอบ “มันก็ทรมานพอๆกับห้ารอบนั่นแหละน่า”
ลดลงมาเป็นสามรอบ “ฉันไม่ชอบเลขสาม”
ลดลงมาเป็นสองรอบ “ลิมิตรอบเดียวขาดตัว อย่ามั่วทำเกิน โอเค๊!!
...แล้วจะให้กูเสนอทำเพื่อ...?!!
เสียงโอดครวญดังระงมอยู่ในใจ แต่ก็จำต้องเก็บกลืนเอาไว้ไม่โต้เถียง มือบอบบางลากไล้ไปตามแผงอกกว้าง เอนกายลงนอนราบทับร่างสูงโปร่ง ใช้สองมือเท้าคางตัวเองเอาไว้ จ้องตอบดวงตาคมด้วยแววตาระยิบหวานน่าเอ็นดู
“ให้ฉันเริ่มหรือ?” แจจุงเป็นฝ่ายถาม มือเลื่อนขึ้นลงลูบไล้ลงไปตามต้นขายาว
“อยากเริ่มมั้ยล่ะ? รึว่าจะให้ฉัน...” ยุนโฮกดยิ้มร้ายด้วยความเจ้าเล่ห์ “ถ้าฉันเริ่ม ฉันก็ต้องเป็นคนหยุด จะเอาอย่างนั้นมั้ย?”
“ไม่!” เสียงดุตอบปฏิเสธแทบจะในทันที ตามด้วยริมฝีปากอุ่นนุ่มที่ขยับเข้าประกบทับลงบนเรียวปากร้อนจัดของยุนโฮ จังหวะเดียวกับที่มือใหญ่ยกสะโพกมนขึ้น ขยับตัวลุกนั่งเอนหลังพิงกับพนักหัวเตียง
แจจุงหอบครางสะท้าน กอดรั้งท้ายทอยของร่างสูงเอาไว้แน่น ริมฝีปากดูดดึงบดเบียดจนแทบจมลงเป็นเนื้อเดียวกัน ความหวานฉ่ำแผ่ซ่านไปทั้งโพลงเนื้อ กลิ่นหอมกรุ่นกระตุ้นความกระสันอยากในรสรักได้แทบจะในทันที ใบหน้าขาวนวลขึ้นสีจัดเมื่อส่วนแข็งขืนดุนดันเสียดสีอยู่ภายใต้ช่องทางคับแน่น
“อะ...อ๊า...” น้ำเสียงสั่นเครือหวีดร้อง หายใจเข้าออกด้วยอาการติดขัด ค่อยๆกระแทกตัวลงให้แก่นกลางกายเบียดแทรกเข้ามาในผนังเนื้ออ่อนนุ่ม เป็นฝ่ายขยับขึ้นลงเองเบาแรงและเนิบช้า ความลื่นเย็นก่อให้เกิดอารมณ์เสียวซ่านรัญจวนปะทุกรุ่นอยู่ทุกขณะที่ขยับไหว แจจุงกดปลายนิ้วขยุ้มลงบนไหล่หนาเต็มแรง หลับตา เชิดใบหน้าขึ้นสูงเพื่อสูดเอาอากาศเข้าปอด กลีบปากอิ่มแดงเผยอออกระบายเสียงครางหวานทันทีที่ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก
“ผ่อนคลาย ไม่เกร็งนะคนดี” แม้จะเคยร่วมรักกันบ่อยครั้ง แต่ยุนโฮก็ยังต้องคอยปลอบอยู่เสมอ มือใหญ่หนาไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้เมื่อดวงตาวาวคมแลสบเข้ากับยอดอกสีจัดเต็มตึงน่าสัมผัส ผิวขาวนวลเนียนที่แม้จะเคยเห็นจนชินตา หากกลับเป็นสิ่งดึงดูดให้เสพติดจนต้องลิ้มลองอยู่ทุกครั้ง ยิ่งเร่งเร้าให้ริมฝีปากกดประทับลงแผ่วเบา เพิ่มจังหวะกวาดลิ้นลากไปตามผิวเนื้อ ชิมความหอมหวานที่คุ้นเคย
“อ๊ะ...” แจจุงสะดุ้ง ทันทีที่ถูกฟันคมซี่โตกัดเม้มลง ดวงตาวาวโตลุกวาบ แต่ก็ไม่อาจถอนกายออกจากจังหวะกายขยับไหวขึ้นลงที่ทวีเพิ่มขึ้นได้ ความต้องการทางร่างกายเรียกร้องตามอารมณ์ธรรมชาติที่ก่อเกิด จนแม้แต่ความเจ็บปวดที่ผิวกายเพียงน้อยนิดก็ไม่อาจหยุดได้
หารู้ไม่ว่า...
หายนะจากคนใกล้ตัวกำลังจะมาถึงในไม่ช้า...
ช่องประตูบานหนาที่ปิดไม่สนิทกลายเป็นศูนย์รวมการสอดแนมจากคู่น้องเล็กข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งจะกลับมาจากออกเดทได้ไม่นาน ยูฮวานหน้าแดงก่ำ ทันทีที่เห็นการกระทำซึ่งนำพาไปสู่บทรักอันเร่าร้อน ส่วนอีกหนึ่งน้องผู้คุ้นชินกับการเห็นบทรักของสองพี่กลับยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพอันแสนระทึกใจในวินาทีนั้นด้วยใบหน้าระรื่นบาน
“ทำอะไรน่ะชางมิน?” เป็นคนตัวเล็กที่เอ่ยปากกระซิบถามก่อน ซึ่งคนฟังก็ยืดอกตอบด้วยความเต็มใจยิ่ง
“ถ่ายคลิปไง”
“ถ่ายไปทำไม ถ้าเกิดพี่ยุนโฮรู้ นายโดนคาดโทษหนักนะ”
“ฮื้อ...” ชางมินครางประท้วง “นายไม่รู้อะไร ฉันเก็บไว้เป็นตำราเรียนขั้นเซียนเลยนะจะบอกให้”
“ตำราเรียน?” ยูฮวานทวน จ้องตาแป๋วด้วยความสงสัย
“ก็ตำราเรียนของเราสองคนไงครับที่รัก” ตอบปุ๊บ มือเล็กก็ลงมะแหงกปั๊บทันที “อู๊ยยยย...เจ็บนะ เขกมาได้” ชางมินลูบหัวป้อยๆ โอดครวญเสียงแผ่วเบาในลำคอ แต่มือยังถือโทรศัพท์มือถือตั้งกล้องไว้ได้มุมภาพแม่นยำ
“ลามก นายนี่ทุเรศที่สุดเลย”
“แล้วอยากดูมั้ยล่ะ?”
“บ้า!” ถึงปากจะบ่นด่าไป แต่ก็ไม่อาจไสหัวออกจากบานประตูที่ถูกเปิดแง้มเอาไว้ได้ เด็กหนุ่มหน้าแดงขึ้นอีกเป็นทวีคูณเมื่อเรียวขาขาวของแจจุงถูกมือใหญ่หนาจับแยกออกห่าง สอดกายเบียดแทรกลงไป น้ำเสียงหวานครางสั่นด้วยความสุขสม ยิ่งทำให้คนดูเนื้อเต้นใจเต้นตามจนแทบจะหลุดกระดอนออกมาส่งเสียงอยู่นอกกาย
“อ...อึก...อา..”
ยูฮวานยกมือขึ้นอุดหู แต่ตายังจ้องภาพตรงหน้าไม่ยอมวาง ทำให้ชางมินกลั้นยิ้มจนปวดแก้ม หันไปกระซิบเสียงแตกพร่าข้างใบหูนุ่ม
“เห็นมั้ย ลีลาพี่แจจุงน่ะ สุดยอดแค่ไหน” พูดจบก็ฉวยโอกาสหอมแก้มขาวไปฟอด จนแก้มนวลขึ้นสีระเรื่อจัดด้วยความเขินอาย
“เอาแต่พูด แน่จริงนายก็ทำให้ได้อย่างพี่ยุนโฮสิ!” ยูฮวานค้อน ตายังจ้องมองบทรักเร่าร้อน เหงื่อเม็ดโตผุดพราวขึ้นมาระบายอาบผิว กลืนน้ำลายฝืดเหนียวลงคอเมื่อพิจารณาเห็นแก่นกลางกายขยับเยื้องเสียดสีเข้าไปในช่องทางคับแน่นที่บีบรัดเต็มตึง ยุนโฮพรมจูบไล่ไปทั่วทั้งแผ่นหลังขาวกระจ่าง แจจุงกำขยุ้มผ้าปูที่นอนแน่น ครางเสียงหวานน่าฟังนัก แก้มแดงยิ่งแดงสุกปลั่งเหมือนคนไข้ขึ้น
“ไหวมั้ยริกกี้?”
“ฉ...ฉัน ไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย” เสียงตอบปฏิเสธสั่นเครือ ส่ายหน้าไปมาถี่ๆ ค่อยๆกลั้นใจกลืนน้ำลายลงคอ
“กำลังอยาก...หรือ?”
“ค...ใครอยากกันเล่า!”
“ไม่อยาก...แต่ก็หน้าแดง” ชางมินว่ายิ้มๆ “กลับห้องเรากันมั้ย?”
“ไม่! ฉันจะกลับบ้าน” ยูฮวานลุกพลวดพลาด ชางมินก็ลุกตาม แต่ยังมีความพยายามจะตั้งกล้องเอาไว้ให้ภาพสะท้อนเข้ามา
“หน้าตาอย่างนี้ อาการอย่างนี้” มือใหญ่หนาแตะลงบนหน้าผาก “ตัวร้อนเป็นไฟแบบนี้ มีวิธีเดียวที่จะรักษาได้” รอยยิ้มร้ายพราวระยับไปด้วยกลอุบาย โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงไปกระซิบกับใบหู “บำบัดด้วย sex เป็นไงครับที่รัก”
ยูฮวานมีอาการเหมือนถูกใบ้กินเมื่อมือใหญ่หนากอดซ้อนร่างกาย อุ้มไปทิ้งตัวลงบนฟูกนอน เด็กหนุ่มอยากจะแหกปากร้องขอความช่วยเหลือใจแทบขาด แต่ติดที่จิตคิดการกุศลเกินกว่าจะทำบาปด้วยการขัดความสุขของพี่ใหญ่ทั้งสอง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น...
จึงต้องปล่อยให้เลยตามเลย...
“จุนซู เมื่อไหร่เราจะกลับกันซักทีล่ะครับ?” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถาม แม้จะมีอาการหงุดหงิดทางจิตประสาทที่ต้องมาคอยเดินตามเลือกเสื้อผ้าชิ้นนั้นชิ้นนี้ไม่ได้หยุดได้หย่อน ยูชอนก็ยังข่มอารมณ์ไม่พออกพอใจเอาไว้ เกรงว่าจะทำให้พลอยชวดโอกาสดีคืนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
“เพิ่งสองทุ่มเอง จะรีบกลับไปทำไมห๊ะยูชอน?” สายตาอ่านเวลาตามที่นาฬิกาข้อมือเรือนหรูบอก หันไปจับเสื้อสูทสีขาวตัวหนามาทาบกายแทน “ตัวนี้เข้ากับเรามั้ย?”
“จุนซูใส่ตัวไหนก็ดูดีทั้งนั้นแหละ”
“บ้า! ชมกันแบบนี้ก็เขินแย่สิ” มือเล็กตีเพี๊ยะเข้าที่ต้นแขนแกร่ง ‘ชมก็เจ็บ ไม่ชมก็เจ็บ จะเอาไงกับกูเนี่ย = =!’
“ก็ฉันพูดความจริงนี่นา”
“ยูชอนอ่ะ~” จุนซูอายม้วน บิดตัวไปมาน่าเอ็นดู “งั้นเราเอาตัวนี้แหละ ไม่ลงไม่ลองมันแล้ว”
“ดีเลยครับ” คนตัวโตยิ้มระรื่น ‘รู้งี้กูสรรเสริญเยินยอแม่งไปตั้งนานละ ไม่มาเดินหน้าหงิกตามให้เสียเวลาหรอก!~’
“อ๊ะ! ยูชอน ผ้าพันคอผืนนั้นสวยจัง” ยังไม่ทันได้รูดการ์ดจ่ายตังค์เสร็จสรรพ เจ้าของแววตาวาววับก็หันไปเล็งเห็นเป้าหมายใหม่เข้าจนได้ ยูชอนกุมขมับ คอตกเดินตามคนตัวเล็กไป ปล่อยให้พนักงานเอาการ์ดไปรูดเสียทรัพย์ก้อนโต
“ผืนนี้สีไม่เด่นพอนะครับจุนซู” คนหล่อออกความเห็น แต่หาได้สะกิดแก้วหูคนฟังไม่
“ดิออร์ด้วย เนื้อผ้าดีมากๆเลยยูชอน” ยังบรรยายสรรพคุณไม่หยุดปาก
“หื้ม...ฉันว่าของอาร์มานี่สวยกว่านะ”
“สีเด่นแดงแบบเดียวกับกางเกงในนายน่ะหรือ?” เสียงใสย้อนถาม ดวงตาเป็นประกายวิบวับไร้เดียงสา ทำเอาพนักงานขายยืนขำยิกๆท้องขดท้องแข็ง
“กางเกงในฉันสีแดงคนเดียวที่ไหนเล่า!~” ยูชอนค้าน “ของพี่ยุนโฮก็สีแดงนะ อย่ามาประจานฉันเดี่ยวๆแบบนี้สิ” ยังไม่วายลากพี่ใหญ่ที่ตัวอยู่ห่างไกลเข้ามาร่วมวงด้วย
“ป่านนี้เพลงช้างจะคืบหน้าไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้เนอะยูชอน?” พอพูดถึงก็นึกย้อนไปยังเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะออกมาจากบ้าน
“งั้นเราก็รีบซื้อรีบกลับสิครับ จะได้ไปสอดแนม” ^ ^ คำพูดเสนอความคิดเห็นดูดีมีเหตุผล แต่หาได้โน้มน้าวใจคนรักไม่
“ได้ไงเล่า ฉันยังไม่ได้น้ำหอมเลยนะ”
...สรุปคือวันนี้จะเอาให้ครบสรรพ แล้วกูจะได้กลับไปละเลงภารกิจรักตอนไหนวะ!!!~
“ช้างๆๆ น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า ช้างมันตัวโตไม่เบา จมูกยาวๆเรียกว่างวง สองเขี้ยวข้างงวงเรียกว่างา มีหูมีตาหางยาว~”
เสียงหวานใสกังวานก้องดังขึ้นมาอยู่เป็นระรอก แจจุงเท้าคางวางศอกลงกับหมอนแหกปากร้องเพลงช้างไม่ยอมหยุด ยุนโฮก็นอนตะแคงตัวมองดูใบหน้าเรื่อใสของคนรักด้วยความเอ็นดู ยิ้มออกเมื่อสำเนียงแปลกแปร่งนั้นดูจะเข้ารูปเข้ารอยได้บ้างแล้ว
“ร้องได้ดีแล้ว พรุ่งนี้เรายังจะไปภูเก็ตอีกหรือแจจุง?” เป็นเจ้าของใบหน้าหล่อที่เอ่ยปากถามก่อน อยากจะลองหยั่งเชิงคนรักดู เผื่อจะได้ไม่ต้องเสียทรัพย์มหาศาลระบายออกนอกประเทศ
“ร้องเพลงช้างได้ ไม่เกี่ยวกับขี่ช้างซะหน่อยนี่นา” แจจุงว่า หันมามองด้วยท่าทีงอนๆ “ฉันอยากไปสปา นวดหน้า นวดตัว เล่นน้ำทะเล อาบแดด สารพัดจะทำ แล้วภูเก็ตก็เหมาะเหม็ง มีทุกอย่างครบครันให้เลือกสรร นายเองก็อยากไปมานานแล้วไม่ใช่รึไง?”
“ก็ใช่ แต่...”
“อย่าบอกนะว่าจะเบี้ยว!” ดวงตาดุวาวเบิกโต ชี้นิ้วดักทางใบหน้าหล่อเอาไว้
“ไม่เบี้ยวหรอกน่า ชองยุนโฮพูดคำไหนคำนั้นครับที่รัก”
“โอเค งั้นก็แล้วไป โทรไปจองตั๋ว เช็คเที่ยวบินล่วงหน้าด้วย” คนสวยสั่ง แล้วก็หันไปจดจ่ออยู่กับกระดาษเนื้อเพลงต่อ
“แจจุง~” นิ้วมือใหญ่จิ้มถูไปมาที่ไหล่บาง
"อะไร?” หันมาถามอย่างสีหน้าชักมีอารมณ์ คนอุตส่าห์จะตั้งใจร้องเพลงช้าง ชอบยื่นจมูกเข้ามาสอดอยู่เรื่อยเลย
"ฉัน...คือว่า...”
“มีอะไรก็พูดมา อ้ำๆอึ้งๆอยู่ได้”
“มันยังไม่เสร็จ” ยุนโฮตอบขลาดๆ ถือวิสาสะโอบรอบเอวบางเอาไว้ แจจุงมองตาแป๋ว
“อะไรยังไม่เสร็จ?” ยังสงสัยในคำตอบกำกวมไม่เลิก
“ช้างฉันมันไม่ยอมลง”
ไม่ตอบเปล่า เจ้าตัวยังเอียงกายให้ดูเต็มตาเสียอีก แจจุงมองไล่ลงจากแผงอกกว้าง จนมาสะดุดหยุดอยู่ที่แก่นกลางกายแข็งขืน มือเรียวจึงตีเข้าที่หัวไหล่โตแรงๆ
เพี๊ยะ!!!!
“ไอ้บ้า!! ทะลึ่ง! ไหนบอกว่าเสร็จแล้วไง” เสียงสูงตวาดแว๊ด แก้มแดงเรื่อไล่ลามไปจนถึงใบหู
“บอกเบิกที่ไหนกันเล่า ฉันเห็นนายเหนื่อยก็เลยหยุดให้ กะว่าอีกซักพักมันจะลง ดันตั้งโด่ไม่ยอมลงอย่างนี้เนี่ย” มือยังชี้ให้ดูประกอบการบรรยาย ริมฝีปากอิ่มแดงบิดเบ้ ส่งเสียงยี้ในลำคอ
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงห๊ะ?!”
“ก็...” ยุนโฮยิ้มกริ่ม เบียดกายขึ้นคร่อมทับ เสียดสีลำตัวเปลือยเปล่าไปมาเพื่อปลุกเร้า มือใหญ่หนาลูบแก้มแดงปลั่งไปมาเบาๆอย่างทะนุถนอม ถามทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว น่าจับมาตีก้นเสียให้เข็ด!
“อีกซักรอบเป็นไงครับคนดี”
Fin.
Talk :ขออภัยที่หยาบคายไปนิด [เหรอ?] อ่านแล้วรู้สึกเหมือนคนละคนกับที่เขียนฟิคเครียดมั้ยคะ? แหะๆ จิตเราไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ ยังไงก็ไม่มีใครถือสาหรอกเนอะ อ่านคลายเคลียด หลังจากนี้เราก็จะหันไปอ่านหนังสือสอบแล้ว เพราะใกล้สอบ ถือเป็นฟิคทิ้งทวนก่อนสอบนะคะ ยังไงก็ช่วยรอเรื่องยาวกันต่อไปด้วยเน้อ กำลังเขียนค่ะ ฟิคเครียดมันเขียนยากจริงๆ ขอโทษที่ช้า T^T แต่จะพยายามต่อไปค่า แอร๊กกกกกกกกกก.....อยากไปกู้ชาติ!!! = =!!
ตอน : ช้างใหญ่ของยุนโฮ
Author : Evencyeve
Couple : Yunho X Jaejoong
Talk : เข็นออกมาแก้ขัดฟิคยาวเน้อ เอาไปอ่านคลายเคลียดก่อนนะคะ ^ ^
[SF]
“ช้างๆๆ น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า ช้างมันตัวโตไม่เบา จมูกยาวๆเรียกว่างวง สองเขี้ยวข้างงวงเรียกว่างา มีหูมีตาหางยาว~”
ทำนองเพลงอนุบาลถูกเปล่งผ่านริมฝีปากอิ่มฉ่ำด้วยสำเนียงแปลกแปร่ง ดวงตาโตหวานก้มลงมองภาษาคาราโอเกะที่เขียนอยู่บนกระดาษบางอย่างตั้งใจ แหกปากร้องเพลงเดิมซ้ำๆไม่หยุดเสียง
“โอ้ยยยย....ทำไมมันร้องยากอย่างนี้นะยุนโฮ!!” แจจุงโพล่งออกมา ทำท่าทางเหมือนคนที่พร้อมจะจิกทึ้งผมตัวเองให้ร่วงหล่นลงมากองที่พื้นได้ทุกเมื่อ
“ใจเย็นๆสิครับที่รัก พยายามอีกนิดนึง” ยุนโฮขยับตัวเข้ามาใกล้ กอดปลอบร่างบางราวกับอีกฝ่ายเพิ่งตื่นจากฝันร้าย ใบหน้าหล่อเหลาคลอเคล้าอยู่ข้างแก้มขาว แนบฝ่ามือลงกับเอวบอบบางน่ากดกอด
“ไม่ยงไม่เย็นมันแล้ว ถ้าวันนี้ยังร้องไม่ได้ พรุ่งนี้ฉันจะไปภูเก็ต!!”
“ห๊ะ!!?” ยุนโฮหน้าหวอเมื่ออยู่ๆภริเมียสุดที่รักก็ลุกพลวดพลาดขึ้นมาประกาศเสียลั่นบ้านว่า ‘ถ้ายังร้องเพลงช้างไม่ได้ จะไปภูเก็ต!’
...กูไม่ขำนะครับที่รัก ร้องเพลงช้างไม่ได้จะไปภูเก็ต มันเกี่ยวกันตรงไหน อธิบายให้กู Get ที๊!!~
“ไม่เอาน่า อย่าเพิ่งโวยวายสิ ลองใหม่อีกทีนะ เดี๋ยวฉันสอนให้”
“อย่างพี่น่ะ สอนยังไงก็ไม่ได้สำเนียงเขาหรอก ให้ผมสอนให้ดีกว่า example นะ ‘อย่าแอ๊บแบ๊ว’ ‘กอดกันหน่อย’ ‘จับมือกันหน่อย’ อันนี้เด็ดสุด ‘เผา!’” ยุนโฮกดริมฝีปากโค้งลงด้วยความหมั่นไส้เมื่อถูกน้องชายตัวดีสอดเสียงสำเนียงโอ้อวดส่งคำว่า ‘โชว์พาวด์’ นำทัพหน้าตาและรูจมูกที่เด่นหรามาแต่ไกล หากยูชอนกลับไม่ได้ใส่ใจจะให้ริมฝีปากอิ่มเต็มหยุดวาจาระรานผู้อื่นอยู่เพียงแค่นั้น “เห็นป่ะ ผมน่ะเด็ดดวงด้านภาษาไทยขนาดไหน กะอีแค่เพลงช้างง่ายๆ ผมสอนพี่แจจุงได้เหมือนปอกกล้วยเข้าปากเลยเหอะ”
“สาระแนละ ใครขอความเห็นแกมิทราบ?”
“อ๊ะ! ก็คนมันหน้าตาดีมีความรู้คู่ประสบการณ์ ใจบุญสุนทานอยากช่วย”
“ถุ๊ย!” ยุนโฮส่งเสียงเบิกทางด้วยวาจาเราะร้าย “ช่วยน่ะช่วยได้ แต่ช่วยไปห่างๆตีนกูให้ไวจะได้มั้ยครับไอ้น้องชาย!!” ฝีเท้าไววาดหวือขึ้นกลางอากาศ เกือบจะสะกิดให้ร่างสูงโปร่งของ ‘คนหน้าตาดี’ แทบเสียหลักล้มหัวทิ่มหัวคะมำ
“ดูดิพี่แจจุง ความหวังดีกลายเป็นได้ผลร้ายซะได้” ยูชอนว่าช่างฟ้อง บุ้ยหน้าไปทางเจ้าของบาทางามๆ
“มีอะไรก็ไสหัวไปทำเลยไป คนกำลังเครียด!” แทนที่จะได้ความเห็นอกเห็นใจ กลับกลายเป็นวาจาเราะร้ายตามสไตล์คิมแจจุง ยูชอนจึงย่นจมูกยอมเลี่ยงหนีฝีเท้าอีกข้างไปอย่างเสียไม่ได้ ริมฝีปากบ่นขมุบขมิบงึมงำคนเดียว ‘กูอุตส่าห์เสนอหน้าอยากช่วย แม่ง! ซวยโดนด่าทุกครั้ง ไม่เข้าใจทำไมคนหน้าตาดีถึงมีกรรมบังแบบนี้ด้วยวะ?!’
“ยูชอนนนนน~~” เสียงแหลมหวาน[?]ร้องขานหวีดหวิวมาถึงก่อนตัว เจ้าของชื่อหันขวับแทบจะทันทีที่ได้ยิน หรือหากเปรียบเทียบอากัปกิริยาการแสดงออกคงไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์สี่เท้าที่แลเห็นกระดูกชิ้นโตลอยละลิ่วปลิวว่อนมากองอยู่ตรงหน้า
“คร๊าบบบบบ...”
“วันนี้ไปช็อปกันมั้ย? เราอยากได้กระเป๋าใบใหม่” ประโยคที่เอ่ยถามออดอ้อนอ่อนหวานประกอบกับใบหน้าขาวกลมที่อวบอูมไปด้วยเนื้อแก้มน่าหยิกทำให้ถ้อยคำที่คิดว่าจะเอ่ยปฏิเสธจำต้องกลืนหายลงไปในลำคอ ‘เอาซาลาเปามาล่อแบบนี้ กูไม่ยอมกินแกลบฟรีๆนะครับจุนซู!’
"จุนซูอยากได้ซักกี่ใบล่ะ?”
“ถามแบบนี้ไม่มีจำกัดงบใช่ม๊า?~”
“อื้อ...” รอยยิ้มหวานวาดขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงตอบรับ “แต่...มีข้อแลกเปลี่ยน”
“โหย ยูชอนอ่ะ นึกว่าจะเป็นคนดีแล้วเชียว” จุนซูโอดครวญ “แล้วจะเอากี่รอบล่ะ?”
“ห๊ะ!!” แรงได้อีก คิมจุนซูแฟนกูแรงได้อีก ยูชอนหันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้พี่ใหญ่ ดวงตาเป็นประกายด้วยมาดหมายถึงค่ำคืนอันแสนหวาน
“นี่พวกแก จะไปไหนก็ไปเลยไป! เข้าใจมั้ยว่ากูจะอยู่กับเมีย!”
“ชอบพาลไม่มีเหตุผลอ่ะพี่ยุนโฮ” จุนซูว่า ทำแก้มพองลมกลมป่อง ตามองตามแจจุงที่ลุกหนีเข้าห้องนอนไปตั้งแต่เสียงเรียกขาน ‘ยูชอนนนน...’ ดังแทรกโสตประสาทการรับรู้เข้ามา
“อย่าไปสนใจเลยจุนซู คนขี้อิจฉาก็อย่างนี้แหละ”
“ไอ้!...”
“อ๊ะๆๆ ไหนบอกจะอยู่กะเมียไงพี่ นู่น...ตามไปสอนร้องเพลงช้างได้แล้ว ถ้าวันนี้ร้องไม่ได้ ระวังพี่หมดตูดค่าเครื่องไปภูเก็ตอย่าหาว่าผมไม่เตือนน้า~”
“ไปภูเก็ต!?” เสียงแหลมโพล่งถาม “ไปทำไมหรือยูชอน?”
“ก็ไปหาคนสอนร้องเพลงช้างที่ภูเก็ตยังไงล่ะครับที่รัก” คำตอบกวนเบื้องบาทน่าตะปบตบด้วยฝ่าเท้าแล้ว เสียงหัวเราะชวนปวดประสาทก็ตามมาอีกเป็นระลอกคลื่นใหญ่ ยุนโฮขบกรามแน่น
“อ้าปากแผดเสียงให้ดังกว่านี้สิ กูจะเอาตีนล้วงเข้าไปขัดล้างให้ เอาสะอาดแค่ไหนบอกมา!!”
ไวเท่าทันความคิด จุนซูเป็นฝ่ายตะครุบปากอิ่มเต็มที่เผยออ้าเอาไว้ ‘เกือบไปมั้ยล่ะ แปรงสีฟันธรรมดาดีๆไม่ชอบ อยากได้แปรงสีฟันยี่ห้อชองยุนโฮที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณอันดับหนึ่งถึงความสะอาดชนิดเห็บหมัดในปากรวมทั้งโฮสต์สี่ขาไม่กล้าแม้แต่จะเสนอหน้าอยู่ สาระแนส่งลูกออกมาทำมาหากินเหลือเกินนะยูชอน!!’
“ถ้างั้นผมไปเลยแล้วกันนะฮะพี่ยุนโฮ” จุนซูตวัดมือขาวกระชากคอเสื้อคนรัก โค้งตัวนอบน้อม ‘ก็น้อมเฉพาะยามที่ไฟลุกท่วมหัวผัวพี่แจนี่แหละว้า...’
“สอนเมียร้องเพลงช้างให้ได้นะพี่ พรุ่งนี้การ์ดจะได้ไม่หัก ฮ่าๆๆ”
“ไอ้ส้น---!!” วาจาเราะร้ายสบถด่าไล่หลัง ทว่ากลับไม่ได้สะกิดหนังหน้าของ ‘คนหน้าตาดี’ ให้หุบปากหยุดส่งเสียงเห่าหอนวอนส้น---มาแต่ไกลได้ ยุนโฮจึงออกอาการฟึดฟัดเหมือนติดสัดเดินวนไปเวียนมาไม่อยู่สุข
“จะกินข้าวเย็นมั้ยวันนี้?”
“อย่ามายุ่งกะกูได้ป่ะ!”
“เออ ถ้ามึงไม่กิน กูก็ไม่ทำ!!!”
“เฮ่ย!” ดูเหมือนสติสตังเพิ่งจะวิ่งกลับเข้าร่าง ยุนโฮร้องเสียงหลงทันทีที่หันหน้ากลับไปเห็นเจ้าของแววตาวาวโรจน์ ‘เมียมีไว้เทิดทูน แต่สมองกูกลับจูนแยกสรรพนามเรียกขานไม่ทัน จบเห่กัน! สงสัยวันนี้กูได้เป็นหมันขั้นถาวรแน่!’
“แจจุง~”
ปัง!!!
เสียงปิดประตูปังใหญ่ทำให้คนตัวสูงชะงัก ใบหน้าหล่อนิ่งสงบลงในบัดดล รู้สึกถึงเหงื่อเย็นที่ผุดระบายอาบแก้มคร้ามแดดเป็นเม็ดๆ มือใหญ่ตัดสินใจเคาะประตูเรียก
“แจจุง~ เปิดประตูก่อนน้า ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น ไม่นึกว่าจะเป็นนาย”
“ไม่!” เสียงห้วนสั้นตอบฉับพลันทันที ‘ไม่ใช่กูถามแล้วหมาตัวไหนจะถามล่ะวะ!?’
“ไม่อยากได้คนสอนร้องเพลงช้างแล้วหรือ?~”
“ร้องเองได้ ไม่ง้อโว้ย!” อารมณ์ขุ่นเคืองไม่ยอมลงง่ายๆ ยุนโฮก็จนใจจะง้องอน
“เปิดก่อนน้าที่รัก~” เสียงทุ้มวอนขออ่อนโยน “ไม่อยากได้แล้วหรือแพ็คเกจเที่ยวภู...”
“อยาก!” ใบหน้าสวยหวานโผล่พ้นบานประตูออกมาแบบปัจจุบันทันด่วน ดวงตาวาวโตวิบวับเป็นประกาย ‘กูจะบ้าตาย ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคดีด้วยซ้ำ อย่าทำกูหัวใจวายอย่างนี้สิครับที่รัก!’
“แล้วคืนนี้ผมจะได้อะไรตอบแทนน้า?” มือใหญ่โอบรั้งเอวบางเอาไว้มั่น ใบหน้าอยู่ชิดกันแทบจะรวมลมหายใจเป็นหนึ่ง
“ไม่ได้” จากที่กอด ยุนโฮก็ปล่อยร่างบางในบัดดล
“งั้นก็ไม่ต้องไป” ‘กวนตีนกูแล้วไง เมื่อกี้ยังถูกง้ออยู่ดีๆ ตอนนี้กลับกลายมาเป็นเบี้ยซะได้ ได้ไงๆ คิมแจจุงจะยอมได้ยังไง!’
“ก็ฉันจะไป!”
“ไม่เอาน่า อยู่บ้านนอนเลี้ยงลูกหมาดีกว่านะ ช้างตัวใหญ่ กินเยอะจะตาย จะไปเลี้ยงมันทำไมให้เปลืองตังค์” ยุนโฮว่าอย่างมีเหตุมีผล แต่คงลืมนึกไปเสียว่า เหตุผลสำหรับคนเอาแต่ใจมีอยู่แค่คำเดียว คือ ‘ต้องได้’ ไม่แคร์ไอ้หน้าไหนทั้งสิ้น แม้จะเป็นคนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้ ยังไงก็ต้องสยบแทบเท้า!
“ก็ฉันอยากขี่ช้างนี่นายุนโฮ~” เสียงหวานออดอ้อน ซุกหน้าลงกับอกกว้าง มือใหญ่ก็โลมลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างปลอบโยน
“โอ๋....ไม่งอแงน้า ช้างน่ะขี่ที่ไหนก็ได้ ไม่เห็นต้องไปไกลถึงภูเก็ตเลยนี่”
“หมายความว่าไง?” ดวงตากลมโตช้อนมอง น่าเอ็นดูเสียจนหัวใจคนปลอบสูบฉีดปรี๊ดปร๊าดรุนแรงแทบแซงทะลุอก ไม่ได้ตั้งใจจะสื่อความนัย แต่อารมณ์ในใจมันเรียกร้อง ‘จะบอกว่าทุกพื้นที่ของตารางสมอง มีแต่เรื่องของ sex sex และ sex!’
“ก็หมายถึงช้างไง” ยังเล่นลิ้นได้ไม่เลิก ไม่แค่วาจาเปล่าๆ มือใหญ่ยังจับข้อมือบางเลื่อนไล้ขึ้นมาสัมผัสกอบกุมแก่นกลางกายของตัวเองอีก!
“ไอ้โรคจิต!!” ด่าทอไปตามจริตมารยา ทว่าใบหน้ากลับขึ้นสีระเรื่อแดงลามไล้ไปจนถึงใบหู “ฉันไม่ได้อยากขี่ช้างของนายนะ!”
“ช้างฉันก็มีงวงเหมือนกันนะแจจุง”
“อี๊~ บ้ากาม!!”
“เอ้า! คบกันมาตั้งนาน นายเพิ่งรู้หรือว่าฉันบ้ากาม” ไม่พูดเปล่า ยุนโฮยังยิ้มรับหน้าระรื่นชื่นอุราเสียอีก ลำแขนใหญ่ออกแรงดันร่างบางไปจนติดผนัง ก็ใช่ว่าแจจุงจะไม่เคยมี sex กับคนรัก แต่อารมณ์แบบนี้ ในสถานการณ์แบบนี้ เขายังไม่อยาก! ‘ลองนึกสภาพช้างตัวโต กับไอ้ช้างโจ๋ของยุนโฮ โอ้...พระเจ้า! มันต่างกับลิบลับเลยเหอะ!’
“เอาไว้เย็นๆ กว่านี้ที่พวกยูชอนกลับมาก่อนไม่ดีกว่าหรือยุนโฮ”
“แหมๆๆ ฉันไม่ได้โง่ตามความคิดเอาตัวรอดของนายไม่ทันหรอกนะ ขืนรอเจ้าพวกลิงบ้านั่นกลับมา ช้างฉันไม่ห่อเหี่ยวตายไปก่อนรึไง?”
“ก็...” แจจุงจนใจจะโต้เถียง เมื่อกลีบปากอิ่มแดงได้ลิ้มรสสัมผัสอุ่นนุ่มจากปลายลิ้นวาบหวาม “อื้ม...อย่าเพิ่งสิ...ย...ยุนโฮ”
“ช้าไม่ได้ครับที่รัก ช้างผมกำลังฮึกเหิม!” ประโยคเด็ดที่ถูกสรรหามากล่าวตอบ ทำเอาผิวแก้มขาวใสยิ่งแดงจัด สีสันสุกใสคล้ายเชอรี่อิ่มกระตุ้นให้สันจมูกโด่งคมกดฝังคลอเคลียไม่ยอมห่าง มือใหญ่ปลดกระดุมเสื้อตัวบางออก สัมผัสลูบไล้แผงอกขาวกระจ่างจนผิวเนื้อนวลเนียนเต็มตึง
“ทำตัวให้เบาๆหน่อยนะครับคนสวย” ยุนโฮสอน แจจุงก็ว่าง่าย ขยับเรียวขา เขย่งตัวขึ้นให้วงแขนแกร่งได้ประคองกอดเอาไว้
“อ๊ะ! อา....” เสียงหวานหอบครางเมื่อนิ้วอุ่นเลื่อนขยับขึ้นมาสัมผัสยอดอกเต็มตึง สีสดจัดเร่งเร้าให้อารมณ์ความอยากยิ่งพุ่งสูง อดจะทาบริมฝีปากลงประทับเก็บกลืนความหวานเอาไว้ไม่ได้ ปลายลิ้นฉ่ำชื้นเลียไล้ตั้งแต่แผงอกบางขึ้นไปตามลำคอผ่อง กดรอยจูบฝังเต็มแรง ก่อนจะบดริมฝีปากลงกับกลีบปากอิ่มแดงนั้น แจจุงสะท้านตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อมือใหญ่ยกเอวบางลอยสูง สะโพกขาวมนขยับไหวตามแรงบีบรัดของมือหนา
ริมฝีปากแดงสดยิ่งหอบถี่ หากยังไม่ทันได้หายใจเต็มปอด เรียวลิ้นอุ่นก็แทรกดุนเข้ามาในโพลงปาก จูบรสหวานเจือความอ่อนโยนนุ่มนวล มีแค่ยุนโฮคนเดียวที่ให้ได้ มีแค่ยุนโฮคนเดียวที่แจจุงยอมรับจูบนี้ด้วยความเต็มใจ ทว่าจังหวะเร่งเร้าของปลายลิ้นกลับกระตุกสั่น ร่างบอบบางจึงเป็นฝ่ายมอบจูบตอบคืนเสียเอง
“ย...ยุนโฮ อะ...อา...” ความอุ่นร้อนจากนิ้วมือหนาที่กอบกุมแผ่ซ่านกำจายเข้ามาในกาย สัมผัสนุ่มนวลที่ถูกกระตุ้นเร้าขยับเสียดสีขึ้นลงเร็วแรงเป็นจังหวะ น้ำเสียงสั่นไหวครางแผ่วในลำคอเมื่อความลื่นเย็นจากจุดสูงสุดเอ่อทะลักทะลายแปดเปื้อนจนเต็มมือ ยุนโฮกดยิ้มบนมุมปาก สอดปลายนิ้วเข้าไปในริมฝีปากอิ่มเต็มที่เผยออ้า ‘เซ็กซี่เป็นบ้าเลยแจจุง!’
“พ...พอแล้ว...ไม่กินแล้ว” แจจุงปฏิเสธเสียงอ่อนอ่อย เมื่อถูกยัดเรียวนิ้วที่อาบลื่นเข้ามาในโพลงปาก แต่แรงบีบกดบนปลายคางกลับยิ่งทำให้ต้องเผยออ้า แลบเลียลิ้นสีสดออกมาลิ้มรสความหวานฉ่ำนั้น มือบางแปะป่ายไปทั่ว เมื่อขีดความต้องการของร่างกายพุ่งสูง กระดุมที่เคยติดไว้หลวมๆบนเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบางของยุนโฮจึงถูกเด็กดื้อกระชากขาดเสียเต็มแรง
“นิสัยไม่ดี ทำเสื้อฉันขาดแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย” ไม่พูดเปล่า ยุนโฮยังหอมแก้มขาวไปฟอดใหญ่ด้วยความเอ็นดู หากยังไม่ทันได้ยกสะโพกมนกลมกลึงขึ้นแนบกับตัวลอยเหนืออากกาศ แจจุงก็ทรุดตัวลงมานั่งกองอยู่กับพื้น ปลดเข็มขัดพร้อมเกี่ยวตะขอกางเกงร่างสูงลงโดยที่ไม่ต้องมีคำออดอ้อนวอนขอ ‘น่ารักให้ตายเลยพับผ่า จะทำออรั่ลเซ็กให้กูอีกต่างหาก จอร์จ!~’
ริมฝีปากบวมตึงขยับรูดเข้าออกเป็นจังหวะเชื่องช้า หลับตาพริ้ม กลุ่มผมสีทองเป็นประกายถูกมือหนาใหญ่กดไว้ ปลดปล่อยทะลักทะลายง่ายดายนัก ยุนโฮแทบสะดุ้งเมื่อลิ้นฉ่ำชื้นลากไล้ไปมาบนแก่นกาย แม้จะถูกหยอกล้อด้วยฟันซี่โตบ้าง ร่างสูงก็ไม่ถือสา เพียงส่งสายตาเว้าวอนให้แจจุงหยุดขบกัดลงบนต้นเนื้ออ่อนบาง ‘อย่าครับที่รัก ผมยังไม่อยากสูญพันธุ์ตอนนี้’ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดระบายบนกลีบปากอิ่มแดง ยุนโฮจึงเข้าใจได้เลยว่าเจ้าตัวมีแผนการอะไรแอบแฝงอยู่ ด้วยเรี่ยวแรงที่มากกว่า วงแขนแกร่งจึงตวัดรัดโอบรวบช้อนเอาร่างบางขึ้นไว้ในอ้อมอก โยนลงกับฟูกนอนเนื้อนุ่ม
“ให้ฉันลองทำออรั่ลให้นายบ้างเอามั้ย?” มือหนาทั้งสองค้ำลงที่ข้างลำตัวขาว แจจุงหน้าแดงก่ำเมื่อใบหน้าอยู่ชิดกันจนได้ยินเสียงลมหายใจ เขินอายจนไม่กล้าให้คำตอบ “ฉันถามว่าให้ฉันลองทำ...”
“พ...พอแล้วล่ะน่า” เสียงขลาดเขินดังแทรกขึ้นมา แต่ยุนโฮถือสุภาษิตที่ว่า ‘ยิ่งห้าม...ก็เหมือนยิ่งยุ’ ริมฝีปากอุ่นจึงขยับเข้าครอบครองส่วนอ่อนไหวในทันที
“อ๊ะ...อ๊า...ย...ยุนโฮ ฉันบอกว่า..พอ...แล้ว” น้ำเสียงครางสั่นรั้งให้ใบหน้าหล่อเหลาช้อนเงยขึ้นสบตา
“พอหรือ? แน่ใจนะ?” ถามทั้งที่ลมหายใจยังรินรดกัน ใบหน้าขาวนวลยิ่งขึ้นสีแดงจัดลามไปจนถึงใบหู อากาศร้อนผ่าวที่ระบายออกทางสันจมูกโด่งคมสัมผัสครอบคลุมแก่นกลางกายจนแทบเตลิดเปิดเปิง แจจุงหอบสะท้าน สูดลมหายใจเข้าปอดอย่างตะกรุมตะกราม มือบิดขยุ้มเนื้อไหล่กว้างเอาไว้ จิกเล็บฝังลงไปแทบจมนิ้ว ความซ่านเสียวที่ถูกลิ้นอุ่นลากไล้ไปตามส่วนอ่อนไหว กระตุ้นให้แข็งขึ้นสู้ริมฝีปาก ปลดปล่อยความกระหายอยากจนล้นทะลัก ยิ่งทำให้ใบหน้าหวานบิดเบ้ด้วยราคะที่คุกรุ่น ดวงตาแลสบกับ สอดประสานลมหายใจเป็นหนึ่งเดียว
“ต...ต่อเถอะ ฉ...ฉันไม่ไหวแล้ว” อ้อนวอนคล้ายถูกบีบบังคับด้วยความต้องการเต็มเปี่ยม แจจุงขยับสะโพกขึ้นพอให้เหลือช่องว่างระหว่างฟูกนอนกับแผ่นหลัง “ส...สอดเข้ามาได้มั้ย ยุนโฮ...ฉันต้องการ อึก..”
นิ้วเรียวยาวสอดเข้าไปในช่องทางคับแน่น เช่นกันกับที่ผนังเนื้ออ่อนนุ่มก็ตอบสนองบีบรัด เสียงหวานหอบครางสะท้าน จนเมื่อกลีบปากถูกประกบเติมลมหายใจให้แก่กัน แรงขยับของสะโพกขาวจึงถี่กระชั้นขึ้นเป็นระยะ ความฉ่ำหวานที่แผ่ซ่านกำจายอยู่ในโพรงปาก ทำให้ยุนโฮไม่อาจถอนแม้ริมฝีปากคืน ปลายนิ้วสอดขยับเข้าออกจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม เร่งจังหวะความต้องการให้พุ่งปะทุ สติอันเลือนรางจากภาพที่มองเห็นไม่เต็มตา ทำให้ร่างบอบบางแทบจะหมดแรงลงในอ้อมกอด หากยังไม่ทันได้ซบหน้าลงกับหมอน แผ่นหลังขาวกระจ่างก็ถูกจับพลิกขึ้นอวดสีผิวนวลเนียนน่าสัมผัสแก่สายตา
“อะ...อ๊า~” กลีบปากอิ่มแดงเผยออ้า ครางเสียงหวานน่าฟังนักเมื่อถูกส่วนแข็งขืนอุ่นร้อนสอดดันเข้ามาในกาย ยุนโฮขยับตัวเข้าชิด กดสะโพกมนเอาไว้มั่น กระแทกกายลงซ้ำ...ซ้ำ มือเรียวขาวจิกฝังปลายนิ้วลงกับผ้าปูที่นอน ดึงจนยับยู่ยี่แทบไม่เป็นรูปเป็นทรง จังหวะขยับไหวเนิบช้า เสียดสีเข้ากับต้นทางอ่อนนุ่ม ถอนตัวออกแล้วกลั่นแกล้งด้วยการจ่อส่วนปลายไว้ ไม่กระแทกเข้าไปในช่องเนื้อ
“ย...อย่าแกล้งกันสิ สอดเข้ามา เร็วๆ ไม่เอาแบบนี้นะยุนโฮ~” น้ำเสียงหวานเว้าวอน ทรมานน้ำตาแทบเล็ด ขีดความต้องการกำลังพุ่งสูง แต่เมื่อถูกแกล้งให้คอยเก้อ ความเจ็บที่ถูกหยุดการกระทำลงกลางครันยิ่งบีบคั้นให้ตกเป็นเบี้ยล่าง
“ตื่นตัวเต็มที่เลยน้า” ยุนโฮเย้า เสียดสีแก่นกลางกายไปมาที่ปากทาง แจจุงครางเสียงสั่นตอบ มือปะป่ายควานหาตัวร่างสูง
“พ...พอแล้ว ยุนโฮ ฉันไม่ไหวแล้วนะ~”
“ไม่ให้ผมหยุดแล้วหรือครับที่รัก?” เรียวปากอุ่นร้อนกระซิบถามเสียงพร่าที่ใบหู ขบกัดลงเบาๆพอให้แรงอารมณ์ยิ่งปะทุ
“ไม่หยุด ไม่เอา อย่าหยุดอีกนะ..นะ...ฉันขอร้อง” แจจุงหอบครางสะท้าน ทั้งอ้อนวอนทั้งดึงรั้ง เป็นฝ่ายพลิกกายกลับขึ้นมาเผชิญหน้าเสียเอง ดวงตาหวานฉ่ำแลสบ เผยอปากอิ่มแดงขึ้น ยุนโฮก็จูบตอบ กวาดลิ้นร้อนแทรกเข้ามาในโพลงปาก จับสะโพกมนเอาไว้ แยกเรียวขาขาวออก ค่อยๆสอดกายเข้าไปอีกครั้ง ขยับไหวเสียดสีแผ่วเบา
“อ...อื้ม...อ๊า~” ความซ่านเสียวที่ก่อเกิดทำให้เจ้าของริมฝีปากบวมตึงครางเสียงหวาน มือกดขยุ้มเนื้อไหล่แกร่งเอาไว้ ระบายความเจ็บปวดระคนสุขสมกลับคืน ลำตัวผอมบางขยับไหวโยกไปตามแรงกระแทก จิกเล็บลงฝังบนผิวเนื้อเมื่อแรงเสียดกระทั้นดุนดันเข้ามา ดวงตาโตหวานพร่าเลือน ทิ้งตัวลงนอนบนฟูกอย่างหมดแรง ทันทีที่ยุนโฮหยุดขยับกาย หากยังไม่ทันที่สติจะเลือนหาย หูก็พลันได้ยินเสียงกระซิบนุ่มจากคนตัวโต
“ผมรักแจจุงนะ”
“บ้า! มาบอกรักอะไรตอนมี sex เนี่ยห๊ะ!” มือขาวซัดเข้าอกกว้างดังอั่ก เป็นฝ่ายเบียดตัวขึ้นนั่งบนลำตัวของร่างสูง ดวงตาหวานฉ่ำเป็นประกายวิบวับน่ามอง หอบสะท้านจนแผงอกบางเต้นไหวชวนลูบไล้
“ก็อยากบอก เดี๋ยวจะหูตาพร่าเลือนไม่ได้ยินคำบอกรักจากปากฉันไง” ยุนโฮย้อนแบบกำปั้นทุบดิน ฟังยังไงเหตุผลก็ดูไม่เข้าที
“ใครอยากได้ยินกันเล่า?!” แจจุงว่า แก้มแดงปลั่งกอรปรวมกับรอยยิ้มเขินอายยิ่งชวนมอง
“ก็แหงสิ ฉันบอกรักนายทุกวัน ไม่เห็นนายบอกรักฉันบ้างเลย” เสียงทุ้มบอกงอนๆ น้อยใจที่ไม่ค่อยได้ยินคำรักหลุดออกมาจากปากแจจุงนัก ต่างกันกับเจ้าตัวที่มักจะพร่ำบอกทุกวันไม่เคยขาด
“ใครว่า!” เสียงดุประท้วง “ฉันบอกนายทุกวันแหละ นายหูตึงไม่ได้ยินเอง”
“ตอนไหน?” ยุนโฮรั้งปลายคางเรียวลงมา ตาสบตาเพื่อค้นหาคำตอบ
“ก็ตอนนาย...”
“นอนหลับ อาบน้ำ เข้าส้วม หรือว่า...” คนตัวสูงต่อคำพูดให้ ทำเอาเด็กดื้อพองแก้มงอนตุ๊บป่องที่ถูกรู้ทันทุกคำตอบ หากยังไม่ทันได้เอ่ยปากประท้วงเสียงดุ ใบหน้าหวานก็ถูกโน้มลงไปรับจูบประทับเข้าแก้มขาวฟอดใหญ่ “บอกตอนไหนฉันก็รู้ว่านายรักฉันเหมือนกันนั่นแหละน่า แจจุง”
“อิ๊!~ คนหลงตัวเอง”
“ถ้าหลงตัวเองอย่างที่นายว่า ฉันไม่มานอนกกนายอยู่แบบนี้หรอก” ยุนโฮเถียง “ฉันหลงนายต่างหาก ถึงยอมให้ขี่ช้างอยู่นี่ไง”
“ไอ้บ้า! ลามก” ด่าจบก็เงื้อมือหมายจะซัดที่อกกว้างอีกครั้ง หากแต่ถูกรั้งไว้ด้วยมือใหญ่แข็งแรง
“ไม่เอาน่า ไม่ใช้กำลังนะครับคนสวย เดี๋ยวเรี่ยวแรงจะไม่มีเหลือให้ต่อบทรักบทต่อไปน้า” ยุนโฮวาดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาคมกริบดูเป็นประกายวิบวับมากไปด้วยกลอุบายหลากหลายที่ซ่อนอยู่ ยังไม่ทันที่ ‘คนสวย’ จะชักมือกลับ สันจมูกโด่งคมก็กดฝังลงกับปลายนิ้วเรียวบาง สูดกลิ่นหอมเข้าไปเสียเต็มปอด ก่อนจะลากปลายลิ้นอุ่นชื้นเก็บกลืนความหวานไปทีละนิ้วจนสีแก้มขาวนวลระบายแย้มไปด้วยเลือดฝาดแดงก่ำเพราะขัดเขิน ยุนโฮช้อนตามอง กดรอยยิ้มพึงใจเมื่อเห็นปากอิ่มแดงไม่โต้ตอบ “อีกซักรอบนะ”
“ยังไม่พออีกหรือ?” แจจุงว่าอิดออดเมื่อถูกอ้อนด้วยการกระทำแบบนั้น ทว่าคนขอกลับส่ายหน้า
“สำหรับชองยุนโฮ ไม่มีคำว่าพอ”
“โหย...” คนสวยโอดครวญ “แล้วแพ็คเกจทัวร์ภูเก็ตล่ะ? ฉันอยากขี่ช้างเร็วๆนะยุนโฮ”
“ก็ขี่อยู่นี่ไง”
“กวนตีน!” คำด่าทอเล่นเอาคนหล่อแทบสะอึก “ตัวเล็กกะจิ๊ดเดียว ทำมาเบ่ง อยากขี่ช้างแบบเป็นๆ ตัวโตๆน่ะ เข้าใจมั้ย?!!” ไม่เล่าเปล่า แจจุงยังวาดไม้วาดมือเป็นรูป ‘ช้างตัวโตๆ’ ตามที่เจ้าตัวจินตนาการกลางอากาศเสียอีก ทำเอาคนฟังนึกขำ ยิ้มตามด้วยความเอ็นดู ‘นี่เมียกูเป็นบ้าอยากขี่ช้างขนาดนี้เลยหรือวะ!?’
“แพ็คเกจทัวร์? ก็บอกแล้วไงว่าแลกกัน แต่แค่รอบเดียวมันไม่คุ้ม get มั้ยครับคนดี?”
“งั้นจะเอากี่รอบ ตกลงเป็นเงื่อนไขมาเลยดีกว่า” ยุนโฮชูนิ้วนับเรียงตัวได้ห้ารอบ “ไม่เอา เจ็บ เหนื่อย”
ลดลงมาเป็นสี่รอบ “มันก็ทรมานพอๆกับห้ารอบนั่นแหละน่า”
ลดลงมาเป็นสามรอบ “ฉันไม่ชอบเลขสาม”
ลดลงมาเป็นสองรอบ “ลิมิตรอบเดียวขาดตัว อย่ามั่วทำเกิน โอเค๊!!
...แล้วจะให้กูเสนอทำเพื่อ...?!!
เสียงโอดครวญดังระงมอยู่ในใจ แต่ก็จำต้องเก็บกลืนเอาไว้ไม่โต้เถียง มือบอบบางลากไล้ไปตามแผงอกกว้าง เอนกายลงนอนราบทับร่างสูงโปร่ง ใช้สองมือเท้าคางตัวเองเอาไว้ จ้องตอบดวงตาคมด้วยแววตาระยิบหวานน่าเอ็นดู
“ให้ฉันเริ่มหรือ?” แจจุงเป็นฝ่ายถาม มือเลื่อนขึ้นลงลูบไล้ลงไปตามต้นขายาว
“อยากเริ่มมั้ยล่ะ? รึว่าจะให้ฉัน...” ยุนโฮกดยิ้มร้ายด้วยความเจ้าเล่ห์ “ถ้าฉันเริ่ม ฉันก็ต้องเป็นคนหยุด จะเอาอย่างนั้นมั้ย?”
“ไม่!” เสียงดุตอบปฏิเสธแทบจะในทันที ตามด้วยริมฝีปากอุ่นนุ่มที่ขยับเข้าประกบทับลงบนเรียวปากร้อนจัดของยุนโฮ จังหวะเดียวกับที่มือใหญ่ยกสะโพกมนขึ้น ขยับตัวลุกนั่งเอนหลังพิงกับพนักหัวเตียง
แจจุงหอบครางสะท้าน กอดรั้งท้ายทอยของร่างสูงเอาไว้แน่น ริมฝีปากดูดดึงบดเบียดจนแทบจมลงเป็นเนื้อเดียวกัน ความหวานฉ่ำแผ่ซ่านไปทั้งโพลงเนื้อ กลิ่นหอมกรุ่นกระตุ้นความกระสันอยากในรสรักได้แทบจะในทันที ใบหน้าขาวนวลขึ้นสีจัดเมื่อส่วนแข็งขืนดุนดันเสียดสีอยู่ภายใต้ช่องทางคับแน่น
“อะ...อ๊า...” น้ำเสียงสั่นเครือหวีดร้อง หายใจเข้าออกด้วยอาการติดขัด ค่อยๆกระแทกตัวลงให้แก่นกลางกายเบียดแทรกเข้ามาในผนังเนื้ออ่อนนุ่ม เป็นฝ่ายขยับขึ้นลงเองเบาแรงและเนิบช้า ความลื่นเย็นก่อให้เกิดอารมณ์เสียวซ่านรัญจวนปะทุกรุ่นอยู่ทุกขณะที่ขยับไหว แจจุงกดปลายนิ้วขยุ้มลงบนไหล่หนาเต็มแรง หลับตา เชิดใบหน้าขึ้นสูงเพื่อสูดเอาอากาศเข้าปอด กลีบปากอิ่มแดงเผยอออกระบายเสียงครางหวานทันทีที่ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก
“ผ่อนคลาย ไม่เกร็งนะคนดี” แม้จะเคยร่วมรักกันบ่อยครั้ง แต่ยุนโฮก็ยังต้องคอยปลอบอยู่เสมอ มือใหญ่หนาไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้เมื่อดวงตาวาวคมแลสบเข้ากับยอดอกสีจัดเต็มตึงน่าสัมผัส ผิวขาวนวลเนียนที่แม้จะเคยเห็นจนชินตา หากกลับเป็นสิ่งดึงดูดให้เสพติดจนต้องลิ้มลองอยู่ทุกครั้ง ยิ่งเร่งเร้าให้ริมฝีปากกดประทับลงแผ่วเบา เพิ่มจังหวะกวาดลิ้นลากไปตามผิวเนื้อ ชิมความหอมหวานที่คุ้นเคย
“อ๊ะ...” แจจุงสะดุ้ง ทันทีที่ถูกฟันคมซี่โตกัดเม้มลง ดวงตาวาวโตลุกวาบ แต่ก็ไม่อาจถอนกายออกจากจังหวะกายขยับไหวขึ้นลงที่ทวีเพิ่มขึ้นได้ ความต้องการทางร่างกายเรียกร้องตามอารมณ์ธรรมชาติที่ก่อเกิด จนแม้แต่ความเจ็บปวดที่ผิวกายเพียงน้อยนิดก็ไม่อาจหยุดได้
หารู้ไม่ว่า...
หายนะจากคนใกล้ตัวกำลังจะมาถึงในไม่ช้า...
ช่องประตูบานหนาที่ปิดไม่สนิทกลายเป็นศูนย์รวมการสอดแนมจากคู่น้องเล็กข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งจะกลับมาจากออกเดทได้ไม่นาน ยูฮวานหน้าแดงก่ำ ทันทีที่เห็นการกระทำซึ่งนำพาไปสู่บทรักอันเร่าร้อน ส่วนอีกหนึ่งน้องผู้คุ้นชินกับการเห็นบทรักของสองพี่กลับยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพอันแสนระทึกใจในวินาทีนั้นด้วยใบหน้าระรื่นบาน
“ทำอะไรน่ะชางมิน?” เป็นคนตัวเล็กที่เอ่ยปากกระซิบถามก่อน ซึ่งคนฟังก็ยืดอกตอบด้วยความเต็มใจยิ่ง
“ถ่ายคลิปไง”
“ถ่ายไปทำไม ถ้าเกิดพี่ยุนโฮรู้ นายโดนคาดโทษหนักนะ”
“ฮื้อ...” ชางมินครางประท้วง “นายไม่รู้อะไร ฉันเก็บไว้เป็นตำราเรียนขั้นเซียนเลยนะจะบอกให้”
“ตำราเรียน?” ยูฮวานทวน จ้องตาแป๋วด้วยความสงสัย
“ก็ตำราเรียนของเราสองคนไงครับที่รัก” ตอบปุ๊บ มือเล็กก็ลงมะแหงกปั๊บทันที “อู๊ยยยย...เจ็บนะ เขกมาได้” ชางมินลูบหัวป้อยๆ โอดครวญเสียงแผ่วเบาในลำคอ แต่มือยังถือโทรศัพท์มือถือตั้งกล้องไว้ได้มุมภาพแม่นยำ
“ลามก นายนี่ทุเรศที่สุดเลย”
“แล้วอยากดูมั้ยล่ะ?”
“บ้า!” ถึงปากจะบ่นด่าไป แต่ก็ไม่อาจไสหัวออกจากบานประตูที่ถูกเปิดแง้มเอาไว้ได้ เด็กหนุ่มหน้าแดงขึ้นอีกเป็นทวีคูณเมื่อเรียวขาขาวของแจจุงถูกมือใหญ่หนาจับแยกออกห่าง สอดกายเบียดแทรกลงไป น้ำเสียงหวานครางสั่นด้วยความสุขสม ยิ่งทำให้คนดูเนื้อเต้นใจเต้นตามจนแทบจะหลุดกระดอนออกมาส่งเสียงอยู่นอกกาย
“อ...อึก...อา..”
ยูฮวานยกมือขึ้นอุดหู แต่ตายังจ้องภาพตรงหน้าไม่ยอมวาง ทำให้ชางมินกลั้นยิ้มจนปวดแก้ม หันไปกระซิบเสียงแตกพร่าข้างใบหูนุ่ม
“เห็นมั้ย ลีลาพี่แจจุงน่ะ สุดยอดแค่ไหน” พูดจบก็ฉวยโอกาสหอมแก้มขาวไปฟอด จนแก้มนวลขึ้นสีระเรื่อจัดด้วยความเขินอาย
“เอาแต่พูด แน่จริงนายก็ทำให้ได้อย่างพี่ยุนโฮสิ!” ยูฮวานค้อน ตายังจ้องมองบทรักเร่าร้อน เหงื่อเม็ดโตผุดพราวขึ้นมาระบายอาบผิว กลืนน้ำลายฝืดเหนียวลงคอเมื่อพิจารณาเห็นแก่นกลางกายขยับเยื้องเสียดสีเข้าไปในช่องทางคับแน่นที่บีบรัดเต็มตึง ยุนโฮพรมจูบไล่ไปทั่วทั้งแผ่นหลังขาวกระจ่าง แจจุงกำขยุ้มผ้าปูที่นอนแน่น ครางเสียงหวานน่าฟังนัก แก้มแดงยิ่งแดงสุกปลั่งเหมือนคนไข้ขึ้น
“ไหวมั้ยริกกี้?”
“ฉ...ฉัน ไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย” เสียงตอบปฏิเสธสั่นเครือ ส่ายหน้าไปมาถี่ๆ ค่อยๆกลั้นใจกลืนน้ำลายลงคอ
“กำลังอยาก...หรือ?”
“ค...ใครอยากกันเล่า!”
“ไม่อยาก...แต่ก็หน้าแดง” ชางมินว่ายิ้มๆ “กลับห้องเรากันมั้ย?”
“ไม่! ฉันจะกลับบ้าน” ยูฮวานลุกพลวดพลาด ชางมินก็ลุกตาม แต่ยังมีความพยายามจะตั้งกล้องเอาไว้ให้ภาพสะท้อนเข้ามา
“หน้าตาอย่างนี้ อาการอย่างนี้” มือใหญ่หนาแตะลงบนหน้าผาก “ตัวร้อนเป็นไฟแบบนี้ มีวิธีเดียวที่จะรักษาได้” รอยยิ้มร้ายพราวระยับไปด้วยกลอุบาย โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงไปกระซิบกับใบหู “บำบัดด้วย sex เป็นไงครับที่รัก”
ยูฮวานมีอาการเหมือนถูกใบ้กินเมื่อมือใหญ่หนากอดซ้อนร่างกาย อุ้มไปทิ้งตัวลงบนฟูกนอน เด็กหนุ่มอยากจะแหกปากร้องขอความช่วยเหลือใจแทบขาด แต่ติดที่จิตคิดการกุศลเกินกว่าจะทำบาปด้วยการขัดความสุขของพี่ใหญ่ทั้งสอง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น...
จึงต้องปล่อยให้เลยตามเลย...
“จุนซู เมื่อไหร่เราจะกลับกันซักทีล่ะครับ?” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถาม แม้จะมีอาการหงุดหงิดทางจิตประสาทที่ต้องมาคอยเดินตามเลือกเสื้อผ้าชิ้นนั้นชิ้นนี้ไม่ได้หยุดได้หย่อน ยูชอนก็ยังข่มอารมณ์ไม่พออกพอใจเอาไว้ เกรงว่าจะทำให้พลอยชวดโอกาสดีคืนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
“เพิ่งสองทุ่มเอง จะรีบกลับไปทำไมห๊ะยูชอน?” สายตาอ่านเวลาตามที่นาฬิกาข้อมือเรือนหรูบอก หันไปจับเสื้อสูทสีขาวตัวหนามาทาบกายแทน “ตัวนี้เข้ากับเรามั้ย?”
“จุนซูใส่ตัวไหนก็ดูดีทั้งนั้นแหละ”
“บ้า! ชมกันแบบนี้ก็เขินแย่สิ” มือเล็กตีเพี๊ยะเข้าที่ต้นแขนแกร่ง ‘ชมก็เจ็บ ไม่ชมก็เจ็บ จะเอาไงกับกูเนี่ย = =!’
“ก็ฉันพูดความจริงนี่นา”
“ยูชอนอ่ะ~” จุนซูอายม้วน บิดตัวไปมาน่าเอ็นดู “งั้นเราเอาตัวนี้แหละ ไม่ลงไม่ลองมันแล้ว”
“ดีเลยครับ” คนตัวโตยิ้มระรื่น ‘รู้งี้กูสรรเสริญเยินยอแม่งไปตั้งนานละ ไม่มาเดินหน้าหงิกตามให้เสียเวลาหรอก!~’
“อ๊ะ! ยูชอน ผ้าพันคอผืนนั้นสวยจัง” ยังไม่ทันได้รูดการ์ดจ่ายตังค์เสร็จสรรพ เจ้าของแววตาวาววับก็หันไปเล็งเห็นเป้าหมายใหม่เข้าจนได้ ยูชอนกุมขมับ คอตกเดินตามคนตัวเล็กไป ปล่อยให้พนักงานเอาการ์ดไปรูดเสียทรัพย์ก้อนโต
“ผืนนี้สีไม่เด่นพอนะครับจุนซู” คนหล่อออกความเห็น แต่หาได้สะกิดแก้วหูคนฟังไม่
“ดิออร์ด้วย เนื้อผ้าดีมากๆเลยยูชอน” ยังบรรยายสรรพคุณไม่หยุดปาก
“หื้ม...ฉันว่าของอาร์มานี่สวยกว่านะ”
“สีเด่นแดงแบบเดียวกับกางเกงในนายน่ะหรือ?” เสียงใสย้อนถาม ดวงตาเป็นประกายวิบวับไร้เดียงสา ทำเอาพนักงานขายยืนขำยิกๆท้องขดท้องแข็ง
“กางเกงในฉันสีแดงคนเดียวที่ไหนเล่า!~” ยูชอนค้าน “ของพี่ยุนโฮก็สีแดงนะ อย่ามาประจานฉันเดี่ยวๆแบบนี้สิ” ยังไม่วายลากพี่ใหญ่ที่ตัวอยู่ห่างไกลเข้ามาร่วมวงด้วย
“ป่านนี้เพลงช้างจะคืบหน้าไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้เนอะยูชอน?” พอพูดถึงก็นึกย้อนไปยังเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะออกมาจากบ้าน
“งั้นเราก็รีบซื้อรีบกลับสิครับ จะได้ไปสอดแนม” ^ ^ คำพูดเสนอความคิดเห็นดูดีมีเหตุผล แต่หาได้โน้มน้าวใจคนรักไม่
“ได้ไงเล่า ฉันยังไม่ได้น้ำหอมเลยนะ”
...สรุปคือวันนี้จะเอาให้ครบสรรพ แล้วกูจะได้กลับไปละเลงภารกิจรักตอนไหนวะ!!!~
“ช้างๆๆ น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า ช้างมันตัวโตไม่เบา จมูกยาวๆเรียกว่างวง สองเขี้ยวข้างงวงเรียกว่างา มีหูมีตาหางยาว~”
เสียงหวานใสกังวานก้องดังขึ้นมาอยู่เป็นระรอก แจจุงเท้าคางวางศอกลงกับหมอนแหกปากร้องเพลงช้างไม่ยอมหยุด ยุนโฮก็นอนตะแคงตัวมองดูใบหน้าเรื่อใสของคนรักด้วยความเอ็นดู ยิ้มออกเมื่อสำเนียงแปลกแปร่งนั้นดูจะเข้ารูปเข้ารอยได้บ้างแล้ว
“ร้องได้ดีแล้ว พรุ่งนี้เรายังจะไปภูเก็ตอีกหรือแจจุง?” เป็นเจ้าของใบหน้าหล่อที่เอ่ยปากถามก่อน อยากจะลองหยั่งเชิงคนรักดู เผื่อจะได้ไม่ต้องเสียทรัพย์มหาศาลระบายออกนอกประเทศ
“ร้องเพลงช้างได้ ไม่เกี่ยวกับขี่ช้างซะหน่อยนี่นา” แจจุงว่า หันมามองด้วยท่าทีงอนๆ “ฉันอยากไปสปา นวดหน้า นวดตัว เล่นน้ำทะเล อาบแดด สารพัดจะทำ แล้วภูเก็ตก็เหมาะเหม็ง มีทุกอย่างครบครันให้เลือกสรร นายเองก็อยากไปมานานแล้วไม่ใช่รึไง?”
“ก็ใช่ แต่...”
“อย่าบอกนะว่าจะเบี้ยว!” ดวงตาดุวาวเบิกโต ชี้นิ้วดักทางใบหน้าหล่อเอาไว้
“ไม่เบี้ยวหรอกน่า ชองยุนโฮพูดคำไหนคำนั้นครับที่รัก”
“โอเค งั้นก็แล้วไป โทรไปจองตั๋ว เช็คเที่ยวบินล่วงหน้าด้วย” คนสวยสั่ง แล้วก็หันไปจดจ่ออยู่กับกระดาษเนื้อเพลงต่อ
“แจจุง~” นิ้วมือใหญ่จิ้มถูไปมาที่ไหล่บาง
"อะไร?” หันมาถามอย่างสีหน้าชักมีอารมณ์ คนอุตส่าห์จะตั้งใจร้องเพลงช้าง ชอบยื่นจมูกเข้ามาสอดอยู่เรื่อยเลย
"ฉัน...คือว่า...”
“มีอะไรก็พูดมา อ้ำๆอึ้งๆอยู่ได้”
“มันยังไม่เสร็จ” ยุนโฮตอบขลาดๆ ถือวิสาสะโอบรอบเอวบางเอาไว้ แจจุงมองตาแป๋ว
“อะไรยังไม่เสร็จ?” ยังสงสัยในคำตอบกำกวมไม่เลิก
“ช้างฉันมันไม่ยอมลง”
ไม่ตอบเปล่า เจ้าตัวยังเอียงกายให้ดูเต็มตาเสียอีก แจจุงมองไล่ลงจากแผงอกกว้าง จนมาสะดุดหยุดอยู่ที่แก่นกลางกายแข็งขืน มือเรียวจึงตีเข้าที่หัวไหล่โตแรงๆ
เพี๊ยะ!!!!
“ไอ้บ้า!! ทะลึ่ง! ไหนบอกว่าเสร็จแล้วไง” เสียงสูงตวาดแว๊ด แก้มแดงเรื่อไล่ลามไปจนถึงใบหู
“บอกเบิกที่ไหนกันเล่า ฉันเห็นนายเหนื่อยก็เลยหยุดให้ กะว่าอีกซักพักมันจะลง ดันตั้งโด่ไม่ยอมลงอย่างนี้เนี่ย” มือยังชี้ให้ดูประกอบการบรรยาย ริมฝีปากอิ่มแดงบิดเบ้ ส่งเสียงยี้ในลำคอ
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงห๊ะ?!”
“ก็...” ยุนโฮยิ้มกริ่ม เบียดกายขึ้นคร่อมทับ เสียดสีลำตัวเปลือยเปล่าไปมาเพื่อปลุกเร้า มือใหญ่หนาลูบแก้มแดงปลั่งไปมาเบาๆอย่างทะนุถนอม ถามทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว น่าจับมาตีก้นเสียให้เข็ด!
“อีกซักรอบเป็นไงครับคนดี”
Fin.
Talk :ขออภัยที่หยาบคายไปนิด [เหรอ?] อ่านแล้วรู้สึกเหมือนคนละคนกับที่เขียนฟิคเครียดมั้ยคะ? แหะๆ จิตเราไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ ยังไงก็ไม่มีใครถือสาหรอกเนอะ อ่านคลายเคลียด หลังจากนี้เราก็จะหันไปอ่านหนังสือสอบแล้ว เพราะใกล้สอบ ถือเป็นฟิคทิ้งทวนก่อนสอบนะคะ ยังไงก็ช่วยรอเรื่องยาวกันต่อไปด้วยเน้อ กำลังเขียนค่ะ ฟิคเครียดมันเขียนยากจริงๆ ขอโทษที่ช้า T^T แต่จะพยายามต่อไปค่า แอร๊กกกกกกกกกก.....อยากไปกู้ชาติ!!! = =!!
ทำไมตัวหนังสือมันมากองที่ข้างขวาอีกแล้วอ่ะ
หรือเครื่องกูมีปัญญหา
#1 By |[ Sanakujira as NTFC!! ]| on 2008-07-17 05:12