[Fiction] Prisoner of Love [05]
posted on 23 Aug 2008 21:12 by evencyeve in LF-Prisoner-of-Love
Title : Prisoner of Love
Author : Evencyeve
Couple : Yunho X JaeJoong / Yuchun X Junsu / Changmin X Yuhwan
Talk : ขอให้ Enjoy Reading!! กันถ้วนหน้า...เน้อออออ~~
** ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคที่เราตั้งใจเขียนมาก เขียนด้วยใจจริงๆ หากพบเจอว่าผู้ใดกระทำการล่วงละเมิดโดยก็อปปี้หรือดัดแปลงเอาไปลงที่เว็บอื่นใดโดยไม่ได้รับอนุญาต เราจะจัดการขั้นเด็ดขาดอย่างแน่นอน! [โหมดโฉดและเอาจริง!]
[05]
เสียงรถเบรกดังบาดหูเรียกให้ลมหายใจแล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอ แจจุงนั่งตัวเกร็งบนเบาะนวมเนื้อนุ่ม มือบางหอบกุมกระเป๋าสะพายสีเข้มเอาไว้แน่น นัยน์ตาโตกลมไม่ได้แฝงความรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่เห็นผู้คนมากมายในชุดนักศึกษาเดินสวนทางไปมาภายในรั้วมหาวิทยาลัยคุ้นตา ใบหน้าขาวเผือดข่มจังหวะการเต้นโครมครามของหัวใจเอาไว้เมื่อเสียงเครื่องยนต์ดับลง ริมฝีปากแดงฉ่ำสั่นระริก ก้มหน้านิ่ง ภาวนาให้ยุนโฮไม่เอ่ยประโยคใด ความเงียบเข้าครอบคลุม หากเมื่อมือขาวตัดสินใจจะปลดล็อกประตูเปิด ข้อมืออีกข้างกลับถูกรวบดึงไว้ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า
“วันนี้เลิกเรียนกี่โมง?”
“บ..บ่ายสี่โมงครับ” น้ำเสียงสั่นไหวด้วยความกลัว เจ็บที่ถูกมือใหญ่กดลงบนท่อนแขน
“รออยู่ที่เดิม อย่าไปถเลไถลที่ไหนจนกว่าฉันจะมารับ เข้าใจมั้ย?” แจจุงพยักหน้า ทำท่าจะปลดล็อคประตู “เดี๋ยวสิ ปิดเทอมไม่ทันไร จำไม่ได้แล้วหรือว่าต้องขอบคุณยังไงที่ฉันอุตส่าห์เสียสละเวลาอันมีค่ามาส่งนาย”
ดวงตาโตฉ่ำสั่นไหวไปมาเหมือนลูกนกจนตรอก ริมฝีปากสดจัดเม้มแน่น ขืนตัวเอาไว้ หากแต่สู้แรงมือที่บีบกดปลายคางเรียวมนไม่ได้ แจจุงไม่อาจสบตาในระยะที่ริมฝีปากถูกยึดครองด้วยกลีบปากอุ่นร้อน ทำได้เพียงยินยอมให้เรียวลิ้นแทรกดันเข้ามากวาดเก็บรสชาติหวานหอมในโพลงปาก กลั้นใจรับจูบรสขมเฝื่อน อดทนทั้งที่เนื้อบอบบางเจ็บร้าวไปหมด ให้อีกฝ่ายลองลิ้มชิมรสจนพอใจ กลืนกินให้สมกับที่กระหาย
ถ้าพอแล้ว...
ยุนโฮจะปล่อย หรือ บีบให้ตายคามือ....ก็สุดแท้แต่จะเป็นไป
มือหนาใหญ่ปัดใบหน้าเรียวขาวออกห่างอย่างไม่ไยดี ดวงตาคมวาวจับจ้องมองที่ริมฝีปากแดงตึงอย่างพึงใจ แล้วยังไล่กวาดลงมาจากลำคอขาวไปตลอดทั้งเรือนร่างสัดส่วนบอบบางที่บางราวแผ่นกระดาษ สีเลือดฝาดระบายแต้มตั้งแต่ปรางแก้มนวลไปจนถึงใบหู ส่งให้รอยยิ้มของยุนโฮยิ่งกดลึกลงเท่าตัว จนคนถูกมองหน้าชาด้วยความอับอาย แจจุงตัดสินใจปลดล็อคเปิดประตูลงจากรถ มือขาวทาบทาลงบนหน้าอกซ้าย ได้ยินเสียงจังหวะหัวใจสั่นระรัวจนคล้ายจะหลุดกระดอนออกมาเต้นอยู่นอกกาย หากยังไม่ทันได้ขยับเดินไปไหน
เอี๊ยดดดด!!!!
เสียงล้อรถที่แฉลบเฉียดเสียดพื้นถนนจนบาดดังเข้ามาในหูก็ทำให้ร่างบอบบางถึงกับสะดุ้งตื่นแทบถลาลงไปกองอยู่กับพื้นด้วยความตกใจ ฟิล์มกรองแสงดำหนาเลื่อนต่ำลง ส่งให้รอยยิ้มร้ายกาจที่วาดระบายอยู่บนริมฝีปากของยุนโฮยิ่งแจ่มชัดในดวงตาวาวโต แจจุงทำได้เพียงเป็นฝ่ายหลบหลีกให้พ้นทาง ไม่อาจโต้ตอบหรือว่ากล่าวอีกฝ่ายได้อย่างที่บุคคลทั่วไปจะทำ แม้ไม่เห็นแววตาคมกร้าวภายใต้กรอบแว่นสีทึบนั้น เด็กหนุ่มก็คาดเดาเอาความรู้สึกจากการกระทำของยุนโฮได้เป็นอย่างดี
ถ้าหลบไม่ทัน...
ก็แค่แหลกยับเป็นเศษเนื้ออยู่ใต้ท้องรถ....สาแก่ใจแล้วใช่มั้ย ยุนโฮ?
ขายาวเรียวก้าวไปตามทางเดิน แสงแดดยามเช้าสาดกระทบกาย แม้จะไม่ได้กล้าแรงเช่นตอนบ่าย แต่ก็พอจะทำให้ร่างกายที่อ่อนเพลียของคนเพิ่งสร่างไข้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวได้เหมือนกัน แจจุงรู้สึกหน่วงหัวคล้ายกับแบกน้ำหนักมากมายเอาไว้ พยายามที่จะทรงตัวเดินไปเรื่อย ถึงเท้าจะแทบไม่มีแรงขยับเลยก็ตาม ความเจ็บเหมือนถูกเข็มวิ่งแทงทะลุร่างทำให้ริมฝีปากสีจางบิดเม้ม ขมวดคิ้วนิ่วหน้า หัวหมุนคล้ายจะเป็นลม ประสาทการรับรู้ถูกตัดสะบั้นลงทันทีที่ร่างกายหมดแรงยืน
“คุณ!” มือใหญ่คว้าร่างอ่อนปวกเปียกเอาไว้ได้ทันท่วงที ตบที่ผิวแก้มขาวซีดเบาๆเพื่อเรียกสติ ทว่าใบหน้าสวยหวานก็ยังนิ่ง “เป็นอะไรมากมั้ยชางมิน?!” เสียงเอ่ยถามฟังดูตื่นๆ ดวงตาเรียวรีเบิกกว้างตกใจ
"สงสัยคงจะเป็นลม” มือแตะที่หน้าผากนวล “ตัวร้อนด้วย เดี๋ยวฉันพาไปห้องพยาบาลก่อนดีกว่า”
“ระวังๆนะ ให้ฉันไปเป็นเพื่อนมั้ย?”
"ไปเรียนเถอะยูฮวาน เดี๋ยวจะสาย ฉันพาไปเองได้” ชางมินตัดบท ลำแขนแกร่งช้อนร่างบอบบางขึ้น มือใหญ่หนาประคองกอดเอาไว้มั่น พยักหน้าสำทับให้ยูฮวานรีบไปเรียน ไม่อยากให้วันเปิดเทอมวันแรกของอีกฝ่ายต้องล่าช้าไปด้วย เขารับปากกับยูชอนเอาไว้แล้วว่าจะช่วยดูแลน้องชายให้ รับปากด้วยความเต็มใจ แล้วก็ต้องทำให้ได้ดีในฐานะของเพื่อนด้วย
เรียวจมูกโด่งสูดอากาศเอาลมเข้าปอด กระหืดกระหอบด้วยความเหนื่อย กว่าจะมาถึงห้องพยาบาลก็กินเวลานานไปหลายนาที ชางมินทรุดกายลงนั่งรออยู่นอกห้องระหว่างที่พยาบาลกำลังดูแล เอนศีรษะลงกับพนักพิง หลับตา จนเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เด็กหนุ่มจึงลุกขึ้นยืน โค้งตัวเป็นเชิงขอบคุณ
"ดูเหมือนจะเพิ่งสร่างไข้ แต่มาเจอแดดเข้าเลยไข้กลับ คงต้องนอนพักที่ห้องพยาบาลก่อน เธอจะไปเรียนเลยก็ได้นะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพยาบาลที่นี่ก็ได้” พยาบาลสาวบอกก่อนที่ชางมินจะทันได้เอ่ยประโยคขอบคุณเสียด้วยซ้ำ
"เดี๋ยวผมขอเข้าไปดูหน่อยได้มั้ยครับ?”
“ตามสบายจ๊ะ คงรู้สึกตัวแล้วล่ะ แต่ดูท่าว่าเรี่ยวแรงจะไม่มีเลย อยากได้อะไรก็บอกได้นะ”
“ครับ”
เปลือกตาบางเปิดขึ้นเมื่อร่างสูงโปร่งเปิดประตูเดินเข้ามา รอยยิ้มอิ่มเต็มบนเรียวปากขยับเพียงบางเบา ก่อนจะยันกายลุกจากที่นอน
“นอนพักเถอะครับ ไม่ต้องลุกหรอก” ชางมินแทบจะถลาวิ่งเข้ามาประคองเมื่อเห็นท่อนแขนเรียวขาวขยับสั่นคล้ายจะทรงตัวไม่อยู่
“ขอบใจนะ” ถ้อยประโยคแสดงคำขอบคุณพลอยทำให้หัวใจอุ่นอาบขึ้นมาไม่รู้ตัว ชางมินยิ้ม ดวงตาโตคมจ้องมองใบหน้าหวาน เด็กหนุ่มเพิ่งเคยเห็นโครงหน้าที่ประกอบรับกับสัดส่วนเครื่องหน้าได้ลงตัวเสียจนน่าทึ่ง หากติดอยู่ที่แววตาเศร้าซึมอิดโรย คงเพราะเจ้าตัวไม่สบาย ถึงได้แลดูซีดเซียวผิดแผกจากคนธรรมดาทั่วไป แต่ให้มองยังไง เขาก็ยังเห็นว่าเจ้าของดวงหน้าขาวผ่องนี้สวยจับตาไม่มีที่ติเสียจริง
“ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่...คุณ...?” คำถามถูกกลืนลงคอไปเสียดื้อๆ อีกฝ่ายจึงตีความแล้วแนะนำตัวเสียเอง
“แจจุง คิมแจจุง” คนฟังพยักหน้ารับ เมื่อเสียงหวานทวนซ้ำชื่อเต็มชัดเจน
“ผมชิม ชางมิน เพิ่งจะมาเรียนที่นี่เป็นวันแรก แล้วแจจุง...”
“ฉันอยู่ปีสามแล้ว”
“จริงหรือครับ? ไม่น่าเชื่อ ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องเรียกพี่แจจุงสินะ” มือใหญ่หนาเกาศีรษะแก้เก้อ วาดยิ้มกลบเกลื่อนขึ้นไปจนถึงตา แต่ก็ยังลอบมองเสี้ยวหน้าหวานที่พลอยแย้มยิ้มตาม สวย...คิมแจจุงสวยเหมือนภาพวาด ยิ่งยิ้มยิ่งดูมีชีวิตชีวา แต่ติดอยู่ที่ความหมองหม่นในดวงตาคู่นั้น เป็นเหมือนผนังทะมึนหนาที่ตีกรอบขวางกั้นตัวเองเอาไว้ในโลกแคบ
“แล้ววันนี้ไม่มีเรียนหรือ? ทำไมไม่รีบไป?” เหมือนเพิ่งรู้สึกตัว ชางมินสะดุ้งน้อยๆจากการจับตาจ้องมองแต่ดวงหน้าสวย เอ่ยตอบเสียงอ่อนอ่อย
“ผมสายแล้วล่ะครับ เข้าเรียนตอนนี้ต้องโดนเอ็ดยกใหญ่แน่” พูดไปก็หัวเราะไป
“แล้วถ้าไม่เข้าเรียนคาบแรกแบบนี้จะตามทันคนอื่นหรือ?”
“ถ้าขยันวิ่ง ยังไงก็ตามทันครับ” คำพูดแฝงนัยยะทำให้แจจุงอมยิ้มตอบ รอยยิ้มจากริมฝีปากและนัยน์ตา ทำให้รู้ว่าคนพูดมีอุปนิสัยเช่นไร ชางมินดูจะเป็นคนซื่อๆ ไม่มีพิษภัย แววตามาดมั่นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน แจจุงเองก็เพิ่งเคยเห็น สองสิ่งที่รวมกันเข้าไว้ในคนๆเดียว เขาเพิ่งได้พบเจอก็วันนี้แหละ
"ว่าแต่...ไม่สบายขนาดนี้ ทำไมถึงยังมาเรียนล่ะครับ?”
“ฉัน...” แจจุงลังเล ไม่กล้าตอบ จะบอกคนอื่นได้ยังไงว่าที่มาเรียนเพราะอึดอัด อยากหนีให้พ้นจากกลิ่นบรรยากาศเดิมๆ ที่อัดแน่นไปด้วยยุนโฮ เขาอยากได้อากาศบริสุทธิ์ที่ไม่มีคำว่าเคียดแค้นชิงชัง ไม่มีมือที่ถือมีดคอยกรีดเนื้อเถือหนังให้เจ็บปวดอยู่ซ้ำๆ อยากได้สิ่งที่มนุษย์คนอื่นมี อยากได้...
อิสรภาพ
ถึงแม้จะแค่เศษเสี้ยววินาทีก็ตาม...
ชางมินลอบสังเกตสีหน้าและท่าทางอึกอักนั้นด้วยความสงสัย สิ่งเคลือบแฝงที่ถูกฉาบทับเอาไว้ แค่แลเห็นจากแววตาหม่นเศร้าก็เข้าใจดี เขาไม่อยากจะซักไซ้ไล่เลียง ถ้าให้เทียบความสบายใจกับคำตอบที่ได้มา เด็กหนุ่มเลือกจะตัดบทสนทนาในประเด็นนั้นเสียดีกว่า
“ดูเหมือนว่าคำถามของผมจะยากเกินไป” ชางมินลองหยั่งเชิงถาม แจจุงก็ยังนิ่ง “ถ้างั้น...ผมให้พี่พักผ่อนดีกว่า จะได้หายไวๆนะครับ”
“ขอบใจนะ” คำพูดขอบใจดังซ้ำไปมาอยู่ในอก แจจุงรู้สึกเช่นนั้น ขอบใจทั้งความช่วยเหลือ ทั้งความเข้าใจราวกับอ่านความรู้สึกที่อัดแน่นภายในได้ คงเป็นเพราะความอ่อนโยนนั้นล่ะมั้ง ชางมินถึงคาดเดาเอาได้ว่าเขารู้สึกเช่นไร
“ผมไปเรียนแล้วนะครับ หวังว่าเราคงได้พบกันอีก”
“อื้อ” เสียงปิดประตูแผ่วเบา จังหวะเดียวกับที่ลมหายใจพรูผ่านเรียวจมูกโด่ง แจจุงหลับตานิ่ง เขาไม่เคยอยากจะรู้หรอกว่า ตอนนี้....ตอนที่ตัวเองต้องนอนซมอยู่บนเตียงเพราะอาการเจ็บป่วยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยุนโฮกำลังทำอะไรอยู่?
ไม่เคยอยากจะรู้สักนิด...
แต่ก็ยังอดนึกถึงไม่ได้ เพราะเข็มนาฬิกาเดินเวียนซ้ำกลับไปมา...
อิสระเพียงไม่นาน...กำลังจะถูกช่วงชิงกลับไปอีกครั้ง...
ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลยสินะ?
ฝีเท้าไวก้าวยาวขึ้นบันไดอย่างรีบเร่ง แผงอกบางหอบสะท้านด้วยความเหนื่อย ‘เปิดเทอมวันแรกก็สายซะแล้ว’ จุนซูพึมพำในลำคอ เด็กหนุ่มวิ่งตาเหลือกตาลานจนแทบจะลืมหายใจ ตาก้มมองบันได ไม่ได้สนใจจะพิจารณาสิ่งรอบข้าง
"โอ้ย!” ใบหน้าขาวชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างหนา ดวงตาเรียวรีก็ตวัดวับขึ้นมองทันทีที่ถูกขวาง กำลังจะเอ่ยปากด่าทอเสียให้เจ็บแสบแล้วเชียว ถ้าไม่ติดที่ว่า
“ขอโทษครับ” รอยยิ้มอ่อนโยนส่งตอบ จุนซูจึงได้แต่ชะงักค้าง
“นาย...?”
"จุนซู...” ร่างสูงขานชื่อ “จำฉันไม่ได้หรือ ชางมิน...ชิมชางมิน เราเจอกันวันรายงานตัวเมื่ออาทิตย์ก่อนๆนี้ไง”
“อ...อ้อ! จำได้แล้ว นายนี่เอง ชางมิน...ที่มาขอให้ฉันช่วยพาไปยื่นเรื่องทำบัตรนักศึกษาใช่มั้ย?”
คนฟังไม่ตอบ เอาแต่หัวเราะ เขายังจำได้ดีถึงวันที่ถูกเจ้าของมือบางลากถูลู่ถูกังไปตามทาง เข้าห้องนั้น ออกห้องนี้ ตามการสุ่มเดา เพราะความสะเพร่าหลงลืมทำเอกสารยื่นเรื่องทำบัตรนักศึกษาหาย ยังนึกขอบคุณในความมีน้ำใจของคนตัวเล็ก ที่ถึงแม้จะลำบากในการคลำทางไปติดต่อที่ฝ่ายทะเบียนบ้าง แต่ก็ยังอุตส่าห์สละเวลามาช่วย กว่าจะได้กลับถึงบ้านที่ต่างจังหวัดก็ค่ำมืดดึกดื่น โดนแม่เอ็ดเรื่องความไม่ระมัดระวังไปยกใหญ่จนหูชาเลยทีเดียว
“แล้วทำไมถึงมาเรียนสายล่ะ ไหนบอกว่าย้ายมาอยู่หอพักในมหาลัยแล้วไง?” จุนซูถามต่อ ดวงตาเป็นประกายสงสัย
“เมื่อเช้ามีคนเป็นลม ฉันพาไปห้องพยาบาลมา”
“แหม...พ่อคนดี” เสียงใสกระเซ้า “ไม่อยู่ดูแลเขาต่อเลยล่ะ สายป่านนี้แล้ว ยังจะมาเรียนให้โดนเอ็ดอีก”
“นายก็เหมือนกันนั่นแหละน่า” ชางมินยอกย้อน หัวเราะในลำคอ ทำให้คนถูกว่าตาโต ทำแก้มพองลมกลมป่องด้วยความไม่พอใจ แต่สักพักก็คลายปมคิ้ว หันมาพลอยหัวเราะตามไปด้วย
“ฉันเรียนห้องขวา แล้วนาย...”
“ซ้าย” เสียงทุ้มห้าวตอบต่อทันที “แยกกันตรงนี้นะ ไว้เรียนเสร็จเดี๋ยวเจอกัน”
“อื้อ...” จุนซูรับคำในลำคอ เร่งฝีเท้าเดินแยกทางไปโดยเร็ว นึกขำในโชคชะตาที่นำพาให้ได้มาพบเจอกับชางมินอีกครั้ง ยังติดใจไม่หายในแรกพบที่เคยเอ่ยปากถามสาขาคณะที่อีกฝ่ายเรียน คนตัวสูงตอบเสียเต็มปากเต็มคำว่า ‘นิติศาสตร์’ จุนซูแทบอ้าปากค้าง อนาคตนิติกรหนุ่ม...ก้าวแรกที่เหยียบเดินก็ลงน้ำหนักไม่เต็มที่เสียแล้ว สะเพร่าลืมเอกสารสำคัญตั้งแต่ครั้งแรก แล้วต่อไปจะพิจารณาคดีตกหล่นยังไงบ้างนะ?
คิดไปก็ได้แต่หัวเราะ หากพอก้าวเท้าเข้ามาในห้องเรียนที่เงียบกริบ ร่างบอบบางก็จำต้องปรับสีหน้าให้นิ่งสงบ หันมองซ้ายที ขวาทีเพื่อหาที่นั่ง จนมาสะดุดหยุดเอากับเก้าอี้ว่างในมุมสุดตรงท้ายห้องที่มีกระเป๋าสะพายใบกะทัดรัดวางอยู่ ริมฝีปากสีจัดกัดเม้มลง ก่อนจะเอ่ยปากถาม
“มีคนนั่งมั้ยครับ?” เจ้าของดวงตาเรียวรีเงยหน้าขึ้นสบตา จุนซูก็ยิ้มให้อย่างมีไมตรี เสียงใสของคนถูกถามจึงเอ่ยตอบ
“ไม่มี แต่จะมองไม่ชัดหน่อยนะ เพราะมันไกล” เค้าโครงหน้าตาที่ละม้ายคนในมโนภาพกำลังสะกิดให้ดวงตารีเรียวเบิกกว้าง จุนซูเกือบจะอุทานชื่อคุ้นปากออกมาเสียงดัง ถ้าไม่ติดที่ว่า...อีกฝ่ายจ้องตาตอบกลับอย่างสงสัย จึงได้มองให้ชัดเจนว่าเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ เป็นนักศึกษารุ่นราวคราวเดียวกับเขา ไม่ใช่วัยทำงานที่มากด้วยอายุและประสบการณ์ แต่ถึงอย่างนั้นก็อดจะนึกถึงและเปรียบเทียบไม่ได้ว่า...
คนตรงหน้า...
ช่างดูคล้ายใครคนนึงที่เขารู้จักมากเสียจนแทบจะเป็นคนคนเดียวกัน คล้ายมากจริงๆ
“ปาร์ค ยูฮวานงั้นหรือ?”
จุนซูทวนชื่อซ้ำเสียงแผ่ว เมื่ออีกฝ่ายยอมแนะนำตัวหลังจากที่ถูกถาม ดวงตาที่เบิกกว้างอยู่แล้วยิ่งกว้างขึ้นเท่าตัว เขาจะไม่ติดใจอะไรเลย ถ้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าน้องชายของปาร์ค ยูชอน ก็เรียนอยู่ที่นี่เช่นกัน!
รอยยิ้มหยักหวานมอบไมตรีตอบ แววตาวาววามส่องประกาบวิบวับ หัวใจเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ เนื้อยิ่งเต้นไหวแรงขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกขานคุ้นหู
“ยูฮวาน ฉันเรียนเสร็จแล้ว กลับกันเถอะนะ”
“ชางมิน”
- - - - -
กลิ่นอากาศยามบ่ายไม่ได้น่าภิรมย์นัก หากเมื่อนึกเปรียบเทียบกับบ้านหลังใหญ่ที่ต้องกลับไปในอีกไม่กี่ชั่วโมง แจจุงก็โคลงศีรษะส่ายไปมาด้วยความอึดอัด พยายามจะสะบัดให้สิ่งที่คับแน่นอยู่ในใจค่อยๆจางหาย ดวงตาโตกลมก้มมองผืนหญ้าสีเขียวสด ใช้ปลายเท้าเขี่ยไปมาระหว่างนั่งรอให้เวลาแห่งความเป็นอิสระสิ้นสุดลง
แววตาโรยแรงจ้องมองสองมือบอบบาง บีบกำให้ปลายเล็บจิกผิวเนื้อขาวอ่อนจนแดงก่ำ แก้วตาสีนิลดำกำลังสั่น สั่นจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ ความเครียดขึ้งในใจกดดันให้จิตประสาทต้องระบายแรงอารมณ์ลงกับร่างกาย ในหัวดังก้องไปด้วยเสียงสั่งตัวเองอยู่ซ้ำๆ คำเดียวที่จิตใต้สำนึกระลึกถึงอยู่ตลอดเวลา...
“หนี”
“หนีใคร?”
ดวงตาวาวโตสั่นระริกไม่กล้าหันกลับไปสบตาเมื่อเสียงทุ้มห้าวคุ้นหูดังแทรกโสตประสาทเข้ามา ลมหายใจสะดุดสะท้านจนคล้ายจะกระอักสำลัก เหงื่อเม็ดโตผุดระบายผิวขาวอาบเนื้อหน้าจนเย็นชื้น หัวใจเต้นโครมครามแทบไม่เป็นจังหวะ ความเย็นซ่านส่งให้ใบหน้าหวานจับตาดูซีดไร้สีราวกระดาษ ริมฝีปากขยับพูดเพียงแผ่วเบา หากไม่มีสุ้มเสียงหลุดรอดออกมาแม้แต่น้อย
...ยุนโฮ...
“ฉันถามว่าหนีใคร?” ไม่มีคำพูดพร่ำอธิบายคำตอบ แจจุงตัวชาไปทั้งร่าง มือบีบเข้าหากันจนสั่นสะท้าน รับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่า ณ เวลานี้ ชองยุนโฮต้องการคำตอบด้วยอารมณ์ความรู้สึกเช่นไร “ว่าไงล่ะ ไม่ได้ยินที่ฉันถามนายหรือ?”
“........”
น้ำเสียงเหมือนถูกกระชากหลุดลอยไป เรียวปากเต็มตึงไม่อาจขยับไหวให้คำตอบ ความกลัวแล่นเข้ามาจับจิต คล้ายถูกคลื่นลูกใหญ่โหมซัดเข้ามากระแทกร่างให้จมดิ่งลงสู่ห้วงน้ำ แรงกดดันบีบให้ลมหายใจสั่นระริก ทั้งที่เหยียบยืนอยู่บนผืนดิน ทว่าแจจุงกลับรู้สึกราวกับมีแรงกดทับให้อึดอัดจนหายใจไม่ออก ฝีเท้าไม่อาจขยับไหว แต่ภายใต้นำทางของยุนโฮ เรียวขายาวกลับยังก้าวเดินตาม
เหมือนรู้หน้าที่
เหมือนร่างกายถูกสั่งสอนให้จดจำ
ร่างกายที่ไม่มีจิตรู้สำนึกในความเป็นตัวเอง...
มือใหญ่บีบข้อมือขาวเอาไว้ บีบจนเนื้อยุบเป็นรอยแดง ก่อนจะเหวี่ยงร่างบางไปจนติดผนังตึกสาก หากลับตาผู้คน แจจุงหลับตาแน่น ก้มซุกใบหน้าหนี ยกแขนขึ้นปัดป้องเมื่อสัญชาตญานสั่งให้กระทำ หอบสั่นจนตัวโยนแล้วค่อยๆทรุดกายลงกับพื้น หัวใจสั่นระรัวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เดิมที่เคยเกิดเมื่อแปดปีก่อน เสียงสะอื้นที่กลั้นเก็บหลุดรอดออกมาจากลำคอ วอนขอความสงสารอย่างน่าเวทนา
“อย่า...ยุนโฮ อย่าทำผมเลย ผมกลัวแล้ว ไม่เอาแล้ว ผมไม่หนีไปไหนอีกแล้ว ฮึก...”
น้ำตาพาลไหลเป็นสาย ก้มหน้าหลบซุกอยู่กับเข่าชันสูง จิตสำนึกค่อยๆฉายภาพจากฟิล์มในสมองออกมาอีกครั้ง เมื่อคราวที่เขาหนี...ยุนโฮแทบคุล้มคลั่งเหมือนคนบ้า สิ่งแรกที่ชายหนุ่มกระทำคือการกระแทกฝ่ามือหนักลงบนผิวแก้มบาง ฟาดลงไปไม่ยั้งแรงแม้แต่น้อย รอยแผลบอบช้ำทั้งจากการถูกทำร้าย จากการจาบจ้วงอย่างไร้สำนึก ทำให้แจจุงไม่กล้าแม้แต่จะก้าวขาออกจากบ้าน เป็นได้แค่นกน้อยที่ถูกขังอยู่ในกรงใหญ่ เพราะไม่มีใครจะสามารถหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เขาได้ แม้แต่พ่อของยุนโฮก็ทำได้อย่างมากที่สุดแค่ชุบเลี้ยง แค่เป็นไม้ให้ยึดเกาะยามพายุโหม...
เพราะชายผู้นั้น ไม่เคยที่จะรู้เห็นการกระทำของลูกชายเพียงคนเดียวด้วยตาของตัวเอง
ไม่เคยรู้อะไรเลยสักอย่าง...
ยุนโฮบีบมือเอาไว้แน่น กดจนเล็บจิกแทงลงไปในเนื้อ แลเห็นทั้งเส้นเลือดและสันกระดูกบนมือปูดโปนเป็นแนวยาวไปถึงศอก สะกดกลั้นแรงโทสะเอาไว้จนเกร็งสั่นไปทั้งแขน ดวงตาวาวคมจ้องมองร่างผอมบางด้วยความชิงชัง เลือดในกายวนไหลสูบฉีดเร็วแรงเพราะแรงกระตุ้นจากความโกรธ เสมือนเกลียวคลื่นสูงที่ก่อตัวโหมซัดเข้าสู่ฝั่ง จ้องจะกวาดเอาทุกสรรพสิ่งกลืนหายลงไปในทะเลลึก เพียงเพราะคำพูดคำเดียวหลุดรอดออกมาจากกลีบปากอิ่มเต็มคู่นั้น
“ฉันเกลียดนาย...เกลียดที่สุด”
เกลียด...
ที่ยังได้ยินเสียงความคิดในหัวของแจจุงมีแต่ ‘การวิ่งหนี’
เกลียด...
เพราะแจจุงไม่มีสิทธิ์ที่จะไปจากเขา...
หากแม้นกน้อยปรารถนาที่จะบินไปสู่อิสระบนท้องฟ้าสีครามด้วยปีกของตัวมันเมื่อใด
เขานี่แหละ จะเป็นคนหักปีกมันกับมือเอง!!
“จุนซู...?”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มถามทักด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นร่างบางหยุดฝีเท้าลงไปเสียดื้อๆ ทั้งชางมินและยูฮวานจึงหันมองตามสายตาเคียดแค้นชิงชังที่ฉายแววประกาศชัดอยู่บนดวงหน้านวล ภาพที่ได้เห็นทำให้หัวใจหยุดเต้น พลันหล่นวูบลงไปกองอยู่แทบฝ่าเท้า จุนซูกัดริมฝีปากจนห้อช้ำไปด้วยเลือด กัดจนรสคาวขมปนแรงอาฆาตสัมผัสโพรงปากบาง ความแสบร้อนในอกทวีขึ้นเหมือนไฟที่โหมให้ใจทั้งดวงมีแต่แรงโทสะ มือบางเกร็งจนสั่น หน้าชาแสบคล้ายถูกตบแรงๆด้วยมือที่มองไม่เห็น
เกลียวคลื่นกำลังโหมซัดหาดทราย...
แต่จุนซูจะไม่ยอมให้สรรพสิ่งบนหาดนั้น กลืนหายลงไปแม้เพียงชิ้น...
ผมสาบานแจจุง...สาบานว่าจะทำให้ ชอง ยุนโฮ ตกนรกเหมือนตายทั้งเป็น
เขาจะต้องเป็นยิ่งกว่าที่พี่เป็นหลายพันเท่า!!
ดวงตาของชางมินจ้องมอง ริมฝีปากสั่นระริก
ยูฮวานเองก็ไม่ต่างกัน...
นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันเป็นโชคชะตาที่เขาต้องเผชิญร่วมกัน เจ็บปวดด้วยกัน ทรมานด้วยกัน...
ไปจนกว่าจะตาย...
TBC.