[SF] Love Lesson [Miyabi X Kai- chan]>>[Bi talk]
posted on 17 Oct 2007 07:59 by evencyeve in Other-SF-J-Rock
Title : Love Lesson [Miyabi talk]
Author : Suisei
Couple : Miyabi X Kai
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
[Miyabi talk]
“การผูกหัวใจไว้กับใครสักคน...............เป็นเรื่องไร้สาระ”
ผมเองก็เคยคิดอย่างนั้น
แต่ตอนนี้....ณ วินาทีนี้
“ผมกลับอยากให้ใครคนนึง.................ผูกหัวใจไว้ที่ผม”
.
.
ผูกไว้...
.
.
.................................................จนชั่วชีวิต...
รอยยิ้มหวานในดวงหน้าใสที่แม้จะทอดมองสักกี่ครั้ง ผมก็ยังรู้สึกว่าเจ้าของรอยยิ้มดูจะมีความสุขระรื่นชื่นอารมณ์เสียทุกครา เรียวปากสีสดกรุ่นความหวานละไมสร้างความพึงใจในตัวเองจนผมไม่อาจละสายตาได้แม้เพียงเสี้ยววินาที ดวงตาโตกลมเป็นประกายสุกใสสะกดทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวของผมให้หยุดขยับไหว
เฉกเช่นบนโลกใบนี้..........มีเพียงผม..........กับไค.....
มีแค่เรา.........เพียงสองคน...
“มิยะ....” เสียงหวานทอดสำเนียงขานเรียกชื่อผมอย่างคุ้นเคย ขาเรียวเล็กวิ่งรี่เข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มระบายแย้มบนกลีบปากบาง แก้มเรื่อใสนวลเนียนซับสีเลือดจางจนหัวใจของผมแทบจะหลุดกระดอนทุกครั้งยามได้ยลใกล้ ไคเป็นคนน่ารัก.........น่ารักเสียจนความหวงแหนในร่างเล็กบางก่อเกิดอย่างเร็วพลันเมื่อความสดใสในดวงหน้าหวานถูกสายตาคู่อื่นจ้องมอง
“ซ้อมเสร็จแล้วเหรอ?” มือเล็กจับลำแขนของผม เขย่าเบาๆพอให้รู้สึกตัว หากกลับวาดรอยยิ้มถามไถ่ด้วยความสงสัย ใบหน้าขาวเอียงคอน้อยๆอย่างที่อีกฝ่ายชอบทำยามเมื่อต้องการย้ำคำถาม กิริยาน่าเอ็นดูจนผมอดจะถือวิสาสะรวบกอดเอวบางเข้ามาอิงแอบไว้ไม่ได้
“อื้ม....วันนี้เสร็จเร็ว เลยมารับนายกลับ...” แก้มนวลขึ้นสีจัดเมื่อถูกผมประคองกอดต่อหน้าคนอื่นๆ แววตาวาวสั่นเล็กๆเมื่อกวาดมองไปรอบห้อง.......ห้องซ้อมดนตรีกว้างที่มีสมาชิกของ the Gazette อยู่กันอย่างพร้อมเพรียง
“ปล่อยน่า....อายเขา...” นิ้วเรียวเล็กปัดวงแขนของผมออกเบาๆ ทำท่าจะขืนตัวออกห่าง ทว่ากลีบปากบางกลับคลี่รอยยิ้มขลาดเขินอยู่ไม่จาง
“นายอาย....แต่ฉันไม่อายนี่” แก้มใสเรื่อแดงก้มหน้าหลบซุกอยู่กับอกของผม จนลมหายใจร้อนกรุ่นปะทุผ่านเนื้อผ้าให้จังหวะหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ดวงตาโตกลมหลุบต่ำ เบือนหน้าหนีห่างจากสายตาอีกหลายคู่ที่จ้องมอง ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่า.........จำเป็นจะต้องเกรงใจใคร....หรือต้องเขินอายในการประเมินสายตาของคนอื่น เพราะไม่ว่าใคร....ก็ต้องมองเรื่องระหว่างผมกับไคออก ต้องมองออกสิ!.....ว่าเราสองคน......รักกัน
ความเงียบงันเข้าครอบคลุม จนบรรยากาศในห้องกว้างระอุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายของความอึดอัดคับแคบ มันอาจจะดูกะทันหันเกินไปสำหรับการแสดงตัวในฐานะ......คนรัก กะทันหันเกินไปสำหรับการย่างกรายเข้ามาในห้องนี้ หรือกะทันหันเกินไปสำหรับการรวบกอดแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของร่างเล็กบางโดยไม่ได้เกริ่นกล่าวอะไรให้ใครได้รับรู้ หรือบางที ผมกับไค....เราอาจไม่จะไม่มีวันเผื่อแผ่ความรักให้กันได้ อย่างที่ความรู้สึกนึกคิดของใครหลายคนวางไว้
ทว่าผู้คนเหล่านั้นกลับคิดผิด........คาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างเราผิดอย่างมหันต์!
ผมควรจะยิ้มเยาะให้กับโชคชะตา หรือควรจะขอบคุณที่ช่วยให้ชนะคำปรามาสในความคิดของใครต่อใครได้ หรือควรจะทำตัวนิ่งเฉยเสีย เพราะถึงอย่างไร.....ผมก็เป็นเจ้าของ............เป็นเจ้าของร่างบอบบางนี้.........แต่เพียงผู้เดียว!
“ไค...?” ดวงหน้าเล็กเรียวขาวของรุกิขมวดปมคิ้วด้วยความสงสัย ก็ไม่ต่างจากสมาชิกคนอื่นในวง ไม่ต่างกันเลยตรงที่แววตาทุกคู่สบมองมาที่ ‘เรา’ สองคน สื่อนัยยะในแบบที่ผมก็พอจะเข้าใจคำถามทักผ่านแววตานั้นดี
“คือว่า.....ฉันกับมิยะ.....เรา....”
“เป็นคนรัก......ไม่สิ.....คู่รัก....ในแบบที่พวกนายก็เข้าใจความหมายดี” น้ำเสียงของผมคงติดจะกลั้วหัวเราะในลำคอ จนไปกระทบใจใครบางคนเข้า คิ้วเรียวเข้มคู่นั้นถึงได้ขมวดเป็นปมจนแทบจะชิดติดกัน อาโออิสะบัดหน้าหนีทันทีที่ได้ยินคำตอบจากปากของผม......ก็ใช่.....หมอนี่หวงไคเสียยิ่งกว่าไข่ในหิน......หากผมแตะต้องแม้เพียงปลายเล็บ เขาไม่เอาผมไว้แน่ แต่แย่หน่อยตรงที่ผมไม่เพียงแค่แตะต้องนี่สิ!
“คู่รัก....?” เสียงทุ้มหนักของเรย์ตะระบายทวนคำอย่างไม่เชื่อหู ทอดสายตามองไปทางเพื่อนคนอื่นเพื่อขอความเห็น หากคนที่ยินดีจะตอบต่อด้วยรอยยิ้มหวานชื่น กลับมีเพียงเจ้าของดวงหน้าเรียวเล็กอย่างรุกิที่คลี่ยิ้มอ่อนใสคลายปมคิ้วบนใบหน้าให้หายขุ่นเคืองใจ
“ล้อเล่นน่ะไค..?” ถ้อยประโยคที่ฟังดูเหยเกคล้ายกับจะลองหยั่งเชิงในความคิด ทว่าเสียงดุดันกลับสะบัดกล่าวคำค้านอย่างห้วนสั้น สั้นเสียจนผมยังอดจะถามตัวเองในใจไม่ได้ว่า....นี่คือคำพูดของไคแน่หรือ?
“ไม่ได้ล้อเล่น!” ดวงตาโตวาวตวัดมองเสี้ยวหน้าคมคายของเรย์ตะอย่างขัดเคือง พลันรอยยิ้มอ่อนละไมก็กลับระบายเคลือบที่ริมฝีปากแดงอิ่มอีกครั้ง “เราคบกันในฐานะของคนรัก......ฉันกับมิยาบิ.......เราเป็นคู่รักกัน...” มุมปากของผมกระตุกยิ้ม.......ผมยอมรับ ยอมรับว่าพอใจในคำบอกกล่าวที่ไม่ปิดบังของร่างเล็ก แต่ที่พอใจมากที่สุด คือการได้เห็นแก้มขาวซับสีเลือดเรื่อแดงจนต้องเบือนหน้าหลบจากสายตาผู้ร่วมรับรู้ทั้งสี่ สีหน้าซีดเผือดสงบนิ่งของอาโออิถูกสะกดไว้ด้วยความเย็นชา ทว่าผมกลับอ่านความคิดในหัวนั้นได้อย่างชัดเจน ข้อมือใหญ่บีบกำเกร็งจนเอ็นขึ้นสัน........ก็ไม่แปลกสำหรับการกักเก็บกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ในอก จะเพราะหึงหวงหรือห่วงใย ผมก็ไม่อยากจะคาดเดาอะไรทั้งนั้น แค่เพียงในตอนนี้........คนรักที่ผมเลือก ยินดีจะประกาศข้อผูกมัดระหว่างเราให้คนอื่นรับรู้......ผมก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว...
“อาโอย!...” ร่างสูงหนาของอาโออิก้าวไวๆออกจากห้องไปทันที ไม่แม้แต่จะหยุดฟังเสียงเรียกระบายจากปากของไคเลยสักคำ ดวงหน้าหวานทอดสายตามองมาที่ผมคล้ายกับจะขออนุญาต แววตาคลอเคล้าด้วยความห่วงกังวล จนผมต้องลอบถอนหายใจเงียบๆ
“ไปเถอะ.....อธิบายให้อาโอยเข้าใจ หมอนั่นจะได้ไม่โกรธนายยังไงล่ะ”
“มิยะ....” ผมพยักหน้าส่ง ยอมปล่อยให้ไควิ่งหายลับไปกับตา แล้วก็เป็นฝ่ายเผชิญหน้ากับคนที่เหลือเสียเอง อาจดูเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจและเชื่อมั่นว่าผม........รักไค โดยไม่ได้มีความอยากของรสราคะปนเปื้อนเฉกเช่นครั้งก่อนๆ
จริงอยู่ว่าการพิสูจน์ต้องใช้เวลา ใช้การกระทำ.........ไม่ใช่แค่ลมปาก แต่หากได้กล่าวขานให้คนอื่นได้รับรู้บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรไม่ใช่หรือ? เว้นเสียแต่ว่าจะไม่มีใครวางใจให้ผมยืนอยู่ข้างไคในฐานะนี้
“นาย....คบกับไค.....ตอนไหน?..” เรย์ตะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย เดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟานุ่มตรงมุมห้อง อุรุฮะนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา หากกลับส่งแววตาถามทักไม่ต่างกัน แต่คนที่แปลกต่างออกไปกลับเป็นรุกิที่ยังคงอมยิ้มวาดปนบนริมฝีปากบางอยู่ไม่จาง
“ตอนไหนงั้นเหรอ?......จะต้องอธิบายตั้งแต่ต้นเลยรึเปล่า?” ผมเลิกคิ้วถาม หากเรย์ตะกลับเบือนหน้าหลบ หันมองไปทางอุรุฮะเพื่อขอความเห็น
“ไม่ต้อง....เอาแค่ว่า....ทำไมไคยอมคบกับนาย....ทั้งที่....”
“ใจตรงกัน....คบกันผิดด้วยเหรอ?” กลิ่นบุหรี่ปนรสเชอรี่หอมไม่ได้อวลกรุ่นส่งให้ความรู้สึกของผมจางเจือจากความฉุนเฉียวในอกเลยแม้แต่น้อย มันน่าขัดเคืองตรงที่.....ในสายตาคนอื่น ผมไม่สามารถจะรักใคร หรือทำให้ใครรักได้อย่างจริงใจบ้างเลยหรือ? หรือผมเป็นผู้ชายคนนึงที่ต้องการเพียงร่างกาย ต้องการเพียงความรื่นเริงชั่วข้ามคืน...........ไม่ใช่ความรัก.......อย่างที่มนุษย์คนอื่นต้องการ
ผมไม่มีสิทธิ์จะเรียนรู้คำว่า ‘รัก’ บ้างเลยรึยังไงกัน?!
“ก็ไม่ผิด.....แต่ถ้านายเลือกจะคบกับไคแค่เล่นๆ ก็ถอยไปซะดีกว่า ไคยังเด็ก....เด็กในเรื่องการตามความคิดของคนอื่น หมอนั่นไม่ประสีประสากับอะไรๆในตัวนายหรอก”
“พูดง่ายๆ ก็คือพวกนายไม่เห็นด้วย....อย่างงั้นสิ?” ผมไม่ได้สรุปความคิดของคนใน the Gazette ผิดอย่างแน่นอน เห็นได้จากแววตาและน้ำเสียง รวมถึงถ้อยสำเนียงคัดค้าน ทุกอย่าง.....แสดงออกชี้ชัดว่า......ไม่มีใครไว้ใจจะให้ผมคบกับไค!
“มันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว...” น้ำเสียงนุ่มนวลของเจ้าของเรียวปากเล็กบางเรียกให้ผมต้องหันหน้ากลับไปถามไถ่ด้วยแววตา รุกิยิ้มน้อยๆอย่างเป็นมิตร “แค่ความเป็นห่วง.....ถ้านายสัญญา หรือถ้าจะให้ดีนะ....สาบาน....ว่าจะรักไคอย่างจริงใจ....พวกเราก็ไม่ขัดข้องที่นายสองคนจะคบกัน”
“แล้วอาโอย?...”
“เพราะคนๆนั้นเป็นนาย....หมอนั่นถึงไม่ไว้ใจ....อาโอยน่ะ ทำหน้าที่ของพี่และเพื่อนที่ดีให้กับเรามาโดยตลอด ถ้าจะมีใครซักคนเสี่ยงต่อความเจ็บปวด.....คนที่จะปกป้องก็ต้องเป็นเขา” รอยยิ้มกริ่มระบายกลีบปากสีสดให้คลายความกังวล ผมไม่รู้ว่าการพยักหน้ารับของผมจะทำให้รุกิเข้าใจถึงคำว่า ‘ขอบคุณ’ บ้างได้หรือเปล่า......ไม่รู้ว่าจะมีใครเข้าใจบ้างมั้ย....ว่าผม.....ต้องการไคมากมายเพียงใด
“อย่าลืมว่าคำสัตย์....ไม่ได้อยู่แค่ลมปาก ถ้านายทำได้ทั้งการกระทำ......จะดูแลไคไปชั่วชีวิตก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอก” แววตามั่นคงจริงจังของอุรุฮะย้ำราวกับว่า....ถ้าผมทำให้ไคเจ็บ.....คนที่จะเจ็บยิ่งกว่าก็คือตัวผมเอง ผมไม่ปฏิเสธความหมายของสายตานั้น หากกลับยินดีที่จะรับมันมาด้วยความมั่นคง ไม่ใช่เพราะความรู้สึกอยากเอาชนะ แต่มันอยู่ที่ตรงนี้.....ที่หัวใจดวงนี้ ที่อกข้างซ้าย.......ที่ๆมีจังหวะการสะท้านสั่นต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง
“ฉันเป็นลูกผู้ชายพอ ถ้าเลือกแล้ว.....ก็สาบานจะรักไปจนตาย”
“แล้วฉันจะคอยดู!” เสียงทุ้มหนักแทรกผ่านเข้ามากลางวงสนทนา สะกิดให้สายตาของผมต้องหันกลับไปมอง อาโออิเอนกายพิงขอบประตูนิ่งโดยมีร่างบอบบางของไคยืนเคียงข้าง ริมฝีปากสีจัดคลี่ยิ้มน้อยๆก่อนจะขยับฝีเท้าก้าวเดินเข้ามาหาผม
“เราคบกันแบบเปิดเผยแล้วนะอาโอย.......นายเลิกทำท่าจะกินเลือดกินเนื้อมิยะซะที” มือเล็กขาวกุมสัมผัสนิ้วของผมเอาไว้แน่น ส่งแววตาค้อนเคืองไปทางอาโออิ ใบหน้าเรียวเล็กได้รูปหันกลับมาสบประสานสายตาของผม กลั้วหัวเราะในลำคอให้บรรยากาศน่าอึดอัดแผ่วจางลง มุมปากบางกดยิ้ม......น่าเอ็นดูเสียจนใครๆต่างก็ต้องยอมแพ้ ถึงต่อให้ใจแข็งยิ่งกว่าหิน....แค่เห็นรอยยิ้มอ่อนหวาน......ก็พาลนึกรักไม่รู้ตัว...
“ก็ไม่ได้จะว่าอะไรซะหน่อยนึง..........แค่บอกว่าจะคอยดูเท่านั้นเอง” ดวงตาคมกริบของอาโออิอ่อนแสงลง มีแววอบอุ่นนุ่มนวลยามเมื่อทอดสายตามองมาที่ใบหน้าหวาน ความห่วงหาอาวรณ์จากนัยน์ตาเป็นประกายเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกจริงใจในคำว่า.........รัก..............รักในมิตรภาพ และสัมพันธ์ต่างวัยที่เรียกว่า.......พี่น้อง...
“ก็เป็นอันว่าเข้าใจกันแล้วสินะ” ลมหายใจร้อนกรุ่นของเรย์ตะถูกเรียวจมูกโด่งระบายเอาความอึดอัดออกมา ราวกับยกเรื่องหนักอกไปเสียพ้นๆ ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากพูดอะไร เสียงอุ่นนุ่มของร่างเล็กก็ตอบต่อถ้อยประโยคแสนรื่นรมย์ให้ได้ยินกันถ้วนทั่ว
“ดีแล้ว........งั้นวันนี้เราไปเลี้ยงฉลองที่ไคจังมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกัน”
“รุกิ...” อุรุฮะปรามเสียงต่ำ หากกลับถูกแววตาค้อนเคืองสะบัดมองอย่างไม่พึงใจ ทว่าแก้มขาวกลับดันลูกตากลมโตขึ้นจนหยิบหยีหันมายิ้มตอบผมกับไคเป็นนัยน์ว่าการกระทำเมื่อครู่นี้เป็นเพียงวิธีแสดงความไม่พอใจที่จะปฏิบัติเฉพาะกับคนรักเท่านั้น
“วันนี้ฉันเป็นเจ้ามือเอง...” น้ำเสียงทุ้มนิ่ง เย็นเยียบ เอ่ยปากขอเสนอตัว หากแววตาคมกลับกลอกกลับไปมาหลบการสบประสานสายตากับทั้งผมและคนอื่น กิริยาอาการวางฟอร์มที่ไม่ยอมลงรอยให้ใครง่ายๆของอาโออิเรียกรอยยิ้มจางเจือจากริมฝีปากสีจัดของไคได้ไม่น้อย ทุกคนกลั้นหัวเราะในลำคอ เมื่อเห็นคนที่ยืนกรานคัดค้านแทบเป็นแทบตายออกปากเสนอตัวสนองความต้องการของผู้อื่นอย่างง่ายดาย
เข็มนาฬิกาเวียนผ่านไปทุกนาที ไม่ต่างจากรอยยิ้มหวานละมุนที่หัวเราะต่อกระซิกขำขันไปกับการสนทนาของคนในวง กลิ่นหอมจางจากร่างบางกลบทุกรสสัมผัสของเมรัยให้หายวับไปจากห้วงของความรู้สึก ผมเคยคิดว่าผมเป็นคนช่างพูด ช่างเจรจา อาจจะแทบทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ทว่าตอนนี้ผมกลับเลือกที่จะเป็นผู้ฟังโดยมีร่างเล็กขาวเจ้าของดวงหน้าหวานเป็นคนกล่อมเล่าเรื่องต่างๆนานาให้ได้ยินอยู่ไม่ขาดปาก ไคยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หัวเราะร่าไม่ปกปิดความรู้สึกทางสีหน้าเลยแม้แต่น้อย มือเล็กนุ่มนิ่มบีบนิ้วกร้านของผมเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แก้มขาวซับสีเลือดเรื่อจางจากแอลกอฮอล์ รสหอมหวานน่าหลงใหลแต่งแต้มริมฝีปากสีจัดให้ยิ่งแดงสดชวนมองแม้อยู่ในความมืดมิด หัวใจของผมสูบเลือดร้อนรุนแรงราวกับจะหลุดกระดอนออกมาเต้นอยู่นอกกาย พลันใบหน้าเล็กเรียวกลับเลื่อนไล้เสียดสีไปมากับไหล่กว้างของผม ออดอ้อนราวกับเด็กเล็กที่โหยหารสสัมผัสอบอุ่น
“ไค......เมาแล้วนะ....จะดื่มต่ออีกเหรอ?” เสียงครางเครืออ่อนหวานไม่ได้ศัพท์เพราะสติหลุดลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวดึงความรู้สึกนึกคิดให้คืนกลับมาที่ตัวผมอีกครั้ง แก้วไวน์สีสดกระหวัดแกว่งไปมาเพราะคนถือไม่สามารถประคับประคองการทรงตัวของมือให้อยู่นิ่ง ผมพยายามจะยื้อแย่งแก้วบางใสกลับคืน หากมือเล็กขาวกลับตวัดขอบแก้วหนีห่าง สะบัดแรงจนส่งให้ของเหลวแดงใสสาดกระเซ็นซัด กลืนเนื้อผ้าสีอ่อนของผมจนเปรอะเปื้อน
“มิยาบิ!....นาย....แย่จริงๆเลยไคเนี่ย...” รุกิอุทานเสียงหลง ตำหนิคนไม่ได้สติด้วยแววตา
“ไม่เป็นไรหรอก....แค่นี้เอง”
“เช็ดๆ ออกก่อนนะ แล้วเดี๋ยวค่อยไปล้าง” อุรุฮะยื่นกระดาษชำระส่งมา ระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน สภาพร่างกายของไคตอนนี้ แม้แต่เรี่ยวแรงจะนั่งทรงตัวยังแทบไม่มี ก็ไม่แปลกที่ผมจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประคับประคอง ศีรษะเล็กเอนซบลงกับบ่าลาดของผม ให้กลุ่มผมนุ่มคลอเคล้าอยู่ที่แก้ม กลิ่นหอมจางกระตุ้นเร้าให้ความรู้สึกน่าเอ็นดูยิ่งเพิ่มขึ้นทับทวี
“นายพาไคกลับไปก่อนเถอะ.....ดูท่าว่าจะไม่ไหว...”
“นั่นสิ....เจ้านี่ดื่มเยอะทีไรเมาแอ๋ไม่เป็นท่าทุกที คออ่อนแบบนี้ถ้าถูกมอมเหล้าคงเตลิดไปไหนต่อไหนแล้วแน่ๆ...” ผมหัวเราะในลำคอกับคำกล่าวเสริมทับของเรย์ตะ มองสบนัยน์ตากับอาโออินิ่ง เสี้ยวหน้าคมเข้มพยักรับน้อยๆ บอกเป็นเชิงว่ายินดีจะให้ผมพาไคกลับไปส่งที่บ้าน
“ดูแลดีๆหน่อยนะมิยะ ไคน่ะ....เวลาเมาแล้วสติไม่อยู่กับร่องกับรอย แตะนั่นปัดนี่ไปเรื่อย....ไม่ชอบอยู่นิ่งๆหรอก เดี๋ยวอีกซักพักก็ออกฤทธิ์ละ..” เสียงนุ่มหวานเอ่ยปากบอกอย่างห่วงใย คลี่ยิ้มอ่อนใสในหน้าอยู่ไม่จาง รุกิดื่มมากไม่น้อยไปกว่าไคเลยสักนิด หากร่างเล็กกลับยังทรงตัวอยู่ได้ด้วยสติครบสมบูรณ์ ผิดกับคนในอ้อมกอดของผมลิบลับ ดวงหน้าเรียวขาวหลับใหลแน่นิ่งอิงแอบแนบชิดจนผมได้ยินถึงเสียงสั่นระรัวเร็วของหัวใจ ทว่าไคกลับไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัวเสียด้วยซ้ำ
วงแขนเล็กโอบรอบลำคอร้อนผ่าวของผมแน่น ยึดตรึงไว้ให้เรือนกายบอบบางสามารถทรงตัวอยู่ได้ หากช่วงขาเรียวกลับเดินเซถลาจนผมต้องกอดประคองร่างน้อยเอาไว้แนบกับอก ดวงตาโตหวานฉ่ำปรือทอดมองมาที่เสี้ยวหน้าของผมคล้ายกับจะระลึกนึกคุ้นอยู่ในใจ ทว่าลำตัวเล็กผอมกลับอ่อนยวบทรุดกายลงเหมือนกับขาดเรี่ยวแรงไปเสียดื้อๆ
“เมาแอ๋เลยน้า........แล้วแบบนี้จะมีแรงลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์ยังไงกันล่ะ หื้มม...?” ใบหน้าหวานกรุ่นกลิ่นแอลกอฮอล์หอมอวลติดริมฝีปาก อยู่ห่างจากสันจมูกของผมเพียงปลายลมหายใจกั้น น้ำหนักตัวของไคเบาหวิวราวกับร่างบางที่ผมโอบอุ้มมีเพียงเปลือกห่อหุ้มโครง มือเล็กขาวปัดป่าย ประท้วงเสียงครางสั่นในลำคอเหมือนถูกขัดใจ จนเมื่อไขกุญแจรถ วางไคลงกับเบาะนุ่ม จัดให้ศีรษะเล็กเอนพิงกับพนัก ผมถึงได้ระบายลมหายใจร้อนระอุที่ติดขัดในลำคอออก อดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองเสี้ยวหน้านิ่งสงบในความมืดมิด ยิ่งพินิจดู.......ก็ยิ่งแลเห็นถึงความใสบริสุทธิ์ของไค คงจะเพราะอยู่ในรถที่ไร้สรรพเสียง หูถึงแว่วยินจังหวะสั่นไหวในหัวใจที่เต้นถี่ระรัวเร็วขึ้นทุกขณะ
“มิยะ.....” ริมฝีปากบางเผยอหอบเอาลมเข้าปอด ขยับเรียกชื่อผมด้วยอาการง่วงงุน ก่อนจะซุกไซ้แก้มนุ่มบดเบียดลงกับพนักพิงเพื่อหนีความเย็นเยียบของอากาศ ความหวามไหวในน้ำเสียงแผ่ซ่านจนทำให้ผมรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นร้อนของเลือดที่สูบฉีดระบายรื้นไปทั่วผิวหน้า อดไม่ได้ที่รั้งกลีบปากบางเข้ามารับรสหวานนุ่มของริมฝีปาก เรียวลิ้นเล็กชุ่มขยับไหวสะท้านขึ้นลงในโพรงปาก ต่อล้อได้อย่างอ่อนหวานน่ารักราวกับสติที่หลุดลอยเป็นเครื่องกระตุ้นเร้าถึงการแสดงออกทางอารมณ์ของไคได้เป็นอย่างดี กลิ่นแอลกอฮอล์กรุ่นดึงความรู้สำนึกให้เตลิดจนผมแทบจะควบคุมการขยับเคลื่อนของริมฝีปากไว้ไม่อยู่ แรงกดบดเคล้าของเรียวปากเล็กตอบรับด้วยความขลาดเขิน หากดวงตาคู่งามกลับปิดสนิทนิ่ง สนองตอบในรสจูบดื่มด่ำราวกับจะขาดใจ
จูบ...............ที่แลกริมฝีปาก แลกการกระหวัดเกี่ยวด้วยเรียวลิ้น แลกรสอ่อนหวานซ่านอุ่นในเนื้อนุ่ม แลกความโหยหาในรสสัมผัส แลกแม้กระทั่งวิญญาณและลมหายใจ
แลก....
.
.
.
ความรู้สึก....................รัก................................ที่เปี่ยมล้น
“ไค.....” มือบางเลื่อนไล้ลงมาที่แผงอกของผม ขยับลำตัวให้ให้เขยื้อนมาอยู่บนที่นั่งเดียวกัน ถึงจะไม่ได้สติ.........แต่ความอ่อนหวานน่ารักกลับไม่ได้จางหายไปจากใบหน้ามนแม้แต่น้อย เรียวจมูกขาวคลอเคลียแนบชิด ปัดระแก้มร้อนของผมให้ความรู้สึกที่สะกดกลั้นพรั่งพรู อุ่นไอของลมหายใจเกาะผิวกระจกใสให้ขุ่นมัว เช่นเดียวกับดวงตาหวานล้ำที่พร่าเลือนจนแทบไม่รู้สำนึกว่าร่างกายของตัวเองกำลังยั่วเย้าให้ความกระสันอยากในรสรักก่อเกิดเร็วพลัน
“หนาว.....กอดหน่อย......กอดหน่อยนะมิยะ...” ไหล่บางเอนอิงลงกับอก เบียดตัวแนบชิด ออดอ้อนด้วยลำแขนเล็กที่กดกอดเอวของผมเอาไว้แน่น แก้มขาวแดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ซบหน้าลงซุกกับซอกคอกรุ่นร้อนของผม ใจหายวาบเมื่อมือเล็กอุ่นสอดไล้เข้าไปในสาบเสื้อ!
“เด็กดี....กลับบ้านก่อนนะ ตรงนี้ไม่ได้...เดี๋ยวมีคนมาเห็นเข้า” ผมบอกปลอบ........อีกนัยก็ห้ามอารมณ์ราคะในร่างกายตัวเองไว้ ระวังไม่ให้ปะทุเสียตรงนี้ ขืนถ้ามีคนมาเห็นเข้าจริงๆ มิต้องได้ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายวันกันเลยหรือ?
“ไม่เอา!” ดวงหน้าหวานสะบัดส่ายไปมาเลื่อนไล้มือลากไปตามเนื้อผ้าจนมาหยุดสะดุดที่หัวเข็มขัดแน่นตึงของผม ไคตอนเมามายไม่ได้สติดื้อดึงซุกซนอย่างนี้เองหรอกหรือ?
“อย่าดื้อสิไค.....อยู่นิ่งๆนะ กลับบ้านก่อนแล้วค่อย....” กลีบปากเล็กบางบดแทรกเรียวลิ้นร้อนรุ่มอุกอาจเข้ามาในโพรงปากของผม ไม่มีทีท่าขลาดเขินในรสสัมผัสเลยแม้สักนิด ความหวานซ่านติดปลายลิ้นส่งให้แก้มขาวที่บดเบียดร้อนกรุ่นราวกับถูกไฟลวกให้เจ็บแสบ ลมหายใจอุ่นรินอาบผิวหน้าเคล้าคลอให้กลีบเนื้ออ่อนใสเร่งจังหวะของรสจูบราวกับโหยหามานานแสนนาน ความพลิ้วไหวของเสื้อบางที่แนบชิดเสียดระกับต้นขาของผมอยู่เป็นระรอก มือเล็กกดไล้ท้ายทอยดึงเอาศีรษะของผมเข้าไปแนบกับแผงอกอุ่น อวลกลิ่นหอมอ่อนจากผิวเนื้อจนแทบจะยั้งใจไม่ให้ฝากรอยประทับตรึงไว้ที่ซอกคอขาวไม่ได้ ไคหอบกระเส่าด้วยเรี่ยวแรงเพียงน้อยนิด สติของผมเองก็ปล่อยให้ร่างกายที่อยู่ใต้จิตสำนึกมีแรงราคะแห่งการควบคุมเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง กระทั่งร่างน้อยที่นั่งบิดกายเร่าๆอยู่บนตักของผม!
เรียวปากบางคลี่ยิ้ม หัวเราะเสียงใสกังวานเสียจนบาดลึกเข้าไปในหู นั่นกลับยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ฉุนเฉียวของผมเดือดพล่านขึ้นเป็นทวีคูณ มือเล็กซุกซนเลื่อนต่ำลงมาที่ตะขอเกี่ยวซิป ปลดเบาๆอย่างเชื่องช้า ทว่าผมกลับรู้สึกถึงเลือดอุ่นร้อนในหน้าที่สูบฉีดรุนแรงเสียจนรอคอยให้ร่างบอบบางลากปลายนิ้วสัมผัสดึงเอาเข็มขัดแน่นตึงออกไม่ไหว ความเจ็บจุกในกายกำลังร่ำร้องให้อารมณ์อ่อนไหวของสติจมลึกลงไปอยู่ภายใต้การควบคุมของร่างกาย สมองตื้อชา หากกลับส่งคำสั่งเร่งเร้าให้ผมเป็นผู้กำหราบร่างน้อยในอ้อมกอดเสียเอง!
“นายแกล้งฉันก่อนนะไค!..” ความอดกลั้นจากการถูกยั่วเย้าส่งให้มือของผมเลื่อนต่ำลงไปที่เนื้อกางเกงนิ่ม ดึงกระชากปลดตะขอให้ร่างเล็กบางด้วยเรี่ยวแรงที่เต็มพร้อมสมบูรณ์ เสื้อเชิ๊ตขาวสะอาดไร้ซึ่งกระดุมยึดเหนี่ยวเกี่ยว หลุดลุ่ยระ...เผยผิวขาวนวลให้กระจ่างแก่สายตา แม้จะอยู่ในความมืดมิด......แต่ผมกลับแลเห็นสีหน้าแดงหวานของร่างน้อยได้แจ่มชัดทุกตารางนิ้ว
“อ๊ะ...” เสียงอุทานกระตุกสั่นในลำคอ เมื่ออาภรณ์ชิ้นงามหลุดร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น ไคขยับตัวเข้าเบียดชิดทันทีที่ร่างกายไร้สิ่งปกปิด มือเล็กปัดป่ายโอบรอบท้ายทอยของผมเอาไว้แน่นราวกับจะยึดเป็นที่พักพิง แรงสะท้านสั่นของน้ำหนักเบาหวิวที่ผมเป็นผู้แบกรับ กระตุ้นให้ความรู้สึกนึกคิดของผมหลุดเตลิดล่องลอยไปไกลเสียจนกู่ไม่กลับ กลิ่นหอมหวนรัญจวนจางจากเรือนผมสีเข้มยิ่งทำให้สัมผัสร้อนระอุตรงช่วงขาที่เสียดสีแสบปลาบขึ้นมาเร็วพลัน จังหวะที่นิ้วของผมกดไล้ลากไปตามลำขาเล็ก สัมผัสเนื้อในให้แก่นกายแข็งขืนตื่นกระตุ้น ริมฝีปากบางกลับหอบเผยอ หายใจถี่ระรัวจนใบหน้าที่แดงจัดอยู่แล้วยิ่งขึ้นสีระเรื่อเป็นทวีคูณ
“อืม...” ลำคอระหงอวลกรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมหวานชวนสูดสัมผัส สะโพกมนไหวขยับ แทรกเรียวขาเล็กบางทิ้งน้ำหนักตัวเบียดทับลงบนต้นขาของผม ออดอ้อนได้อย่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก
“พอแล้ว........ไว้ไปต่อที่บ้านนะ.....ที่นี่ไม่สะดวก เดี๋ยวคนมาเห็น.....มันไม่ดี” ผมลากปลายนิ้วเกลี่ยปัดเส้นผมบางที่ปรกระแก้มขาวออก กดท้ายทอยเล็กลงมารับจุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากเนียน เสี้ยวหน้าหวานแดงก่ำ แดงเรื่อเรื่อยไปจนถึงใบหู ไคยอมซุกหน้า เบียดผิวแก้มนวลลงกับบ่าของผม เชื่องเชื่อในน้ำคำบอกปลอบอย่างง่ายดาย
“ฉันรักนายนะ.....มิยะ............รัก....” เสียงหวานพึมพำชิดใกล้กับใบหูราวกับคนไม่ได้สติที่กำลังหลุดละเมอเพ้อประโยคแผ่วเบาออกมาให้ได้ยิน ทว่าหัวใจของผมกลับมีจังหวะสั่นไหวถี่ระรัวเร็วจนแทบจะควบคุมสำนึกที่อ่อนแรงไว้ไม่อยู่ เอวบางเบาไร้เรี่ยวแรง ขยับเข้าหาอ้อมกอด หนีความหนาวเย็นของไออากาศ สัมผัสกอดเกี่ยวรัดรึงนิ่งนานอยู่อย่างนั้น นานเสียจนทั้งร่างกายทื่อชาไร้การไหวเขยื้อน หากลมร้อนที่ปะทุกรุ่นรินรดลำคอ กลับพาให้ความหวานซ่านจมดิ่งเข้าไปในห้วงของความรู้สึก
นี่ไคกำลังสารภาพรัก.......ทั้งที่ยังไม่ได้สติเต็มเต็งดีหรอกหรือ?
ดวงหน้ามนหวานซุกลงกับซอกคอของผม กดแรงประทับของกลีบปากบางทาบลงที่ผิวเนื้อ จนมือที่รวบกอดร่างน้อยเอาไว้สั่นเกร็ง กิริยาอาการรุกเร้าเชื่องช้าอ่อนโยน ออดอ้อน น่ารักเสียจนผมเองยังแทบจะอดใจไว้ไม่อยู่ ดึงรั้งเอาใบหน้าแดงก่ำมารับจูบจากริมฝีปากอีกครา รสชาติที่แลกผ่านปลายลิ้นอบอุ่นนุ่มนวล แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโหยหา จูบเนิ่นนาน......นานจนลมหายใจรวมเป็นหนึ่ง สันจมูกที่บดเบียดหยอกเย้าเคล้าคลออยู่ที่แก้ม เฉียดไล้เบาๆพอคลายความร้อนรนในรสสัมผัส
คำว่า ‘รัก’ ยังดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผม หากเมื่อแลกจุมพิตหอมหวานผ่านริมฝีปาก........รัก........กลับยิ่งแจ่มแจ้งชัดเจนราวกับว่า.....รสชาติของจูบ......เป็นเครื่องตอกย้ำคำรักให้ตราตรึงอยู่ในใจ
ผมผละริมฝีปากออกจากกลีบปากบาง เสียดาย......เสียดายที่ยังเติมความโหยหาไม่เต็มพอ........ยิ่งเติมเท่าไหร่..........ตักตวงเท่าไหร่.............ก็ยิ่งขาดหาย
ต่อให้เติมจนลมหายใจขาดสะบั้น.......
ผมก็ยังโหยหาในรสสัมผัสจากคนๆนี้....
โหยหา.......................................จนแทบจะกลืนกิน...
เปลือกตาบางปิดสนิทนิ่ง นอนเบียดซุกกายอยู่กับพนักพิงนุ่ม หลับใหลจมลงสู่ห้วงนิทรา ผมทอดสายตามองใบหน้าเรียวเล็กแทบจะตลอดทางที่ขับเคลื่อนรถ ไม่ได้เอ่ยสรรพเสียงใดๆให้อีกคนได้ยินแม้แต่น้อย ความเงียบงันเข้าครอบคลุม ทำให้สมองนึกทวนคำพูดต่างๆมากมายเข้ามาในหัว พรั่งพรูจนเต็มตื้นไปด้วยความเปี่ยมปิติสุขไปทั้งหน้า หัวใจที่เงียบเหงาว่างเปล่า อิ่มเต็มไปด้วยรสสัมผัสอุ่นอาบ
ความรัก...
มันถ่ายทอดถึงกันจนรู้สึกได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมา...ผมไม่เคยแม้แต่จะนำพาสัมพันธภาพใดเข้ามาปนเจือกับคำว่า ‘รัก’ เพียงเพราะสิ่งนั้นไม่เคยมีตัวตนในสายตาของผม ชีวิตที่เลื่อนลอย....ไร้ขอบเขต กับตัณหาที่ไม่เคยหยุดหย่อน ดึงผมให้เข้าไปอยู่ในห้วงของความเสน่หา ห้วงที่มีแต่ราคะปะปน จนแยกแยะไม่ออกเสียด้วยซ้ำว่า ‘รัก’ ที่ใครต่างก็โหยหา มันมีตัวตนแท้จริงเป็นเช่นไร.....‘รัก’ ที่ใครต่างก็ต้องการ......แต่ผม.....ไม่เคยได้สัมผัส......มันมีอยู่จริงบนโลกนี้ด้วยหรือ?
ทว่าร่างเล็กบอบบางที่ผมไม่เคยแม้แต่จะมองเห็นถึงความโดดเด่นเหนือเช่นคนอื่น.....กลับสอนให้ผมได้เรียนรู้และเข้าใจว่า...
ความสุขจากการมี ‘รัก’....
ยากจะปล่อยให้หลุดลอยไปจากอก.....
ยากจะหยุด....................รัก.................แม้เพียงเสี้ยววินาที
.
.
.
“ยากเหลือเกิน.....ที่ฉันจะหยุดรักนาย........ไค...”
End....? To be Con ละกันนะ กร๊ากกกกกกกกก....
สวัสดีค่ะมิยาบิ >> ครับ....หวัดดีครับ [หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะก้มหน้านิ่ง]
ได้ข่าวว่าช่วงนี้ยุ่งๆ ไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลยนะคะ มีโปรเจ็คจะทำอะไรอยู่เอ่ย? >> ไม่มีนี่ครับ.....[ส่ายหน้าไปมาช้าๆคลี่ยิ้มที่มุมปาก]
แหม....ขอบตาคล้ำเป็นหมีแพนด้าอย่างนี้ ยังจะบอกว่าไม่มีอีกเหรอคะ? >> ก็....เอ่อ ออกกำลังกายเพลินไปหน่อยน่ะครับ เลยไม่ได้นอน
เอ๋?....ออกกำลังกายตอนกลางคืนเนี่ยนะคะ?! >> ครับ....คือกลางวันผมไม่ค่อยว่าง ก็เลยต้องออกกำลังกายตอนกลางคืน [แหล่หางตามองไปทางไค ก่อนจะหัวเราะเบาๆในลำคอ][‘อย่ามาส่อพฤติกรรมหื่นกระหายต่อหน้าคนอื่นได้ม้ายยย!’ ไคจังค่อนขอดด้วยแววตา]
แล้วแบบนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปหลับไปนอนล่ะคะ? >> ไม่นอนก็ได้ครับ....เรี่ยวแรงผมดี ออกกำลังกายเสร็จก็ฟิตปั๋ง เหมือนได้น้ำทิพย์มาเลี้ยงกาย เลี้ยงใจ [= =; หยอดซ้า....คนสัมภาษณ์ตายไปเลย]
พูดแบบนี้....เหมือนคนกำลังมีความรักเลยนะคะ ^^ >> ก็.....เอ่อ....จะว่าอย่างนั้นก็ได้นะ แต่มันเป็นความลับน่ะครับ [ยิ้มเขิน เบือนสายตาหันไปมองไคที่นั่งอยู่อีกฝั่ง][‘จะมองอะไรนักหนาเนี่ยห๊ะ! ชาวบ้านเค้าสงสัยกันหมดแล้ว!’ ไคจังถลึงตาตอบ.........เย็นไว้ลูกเย็นไว้....คืนนี้ไปเคลียร์กันเอาเอง ^^]
ใบ้หน่อยซักนิดไม่ได้เหรอคะ? >> ผมใบ้ไม่เก่งนี่ครับ [ยิ้ม....อีกละ = =;]
คนๆนั้นใช่ไคจังรึเปล่า? >> หึหึ.....[‘แล้วเมิงจะถามกรูทำซากอะไรห๊ะอิคนสัมภาษณ์!!?’ เสียงสวดส่งหยาบคายในใจ ‘ก็เห็นจ้องแต่น้องไค....ท่านจะให้ข้าน้อยเดาว่าใครล่ะเจ้าคะ’ =[]=]
หัวเราะแบบนี้แสดงว่าใกล้ความจริงใช่มั้ยคะ? >> ไม่ใกล้หรอกครับ [‘โดนเลย’ = =;]
แหม.....ปากแข็งจังเลยมิยาบิเนี่ย..>> ผมก็เป็นของผมอย่างนี้แหละ ใครจะทำไม! [เริ่มฉุนละ]
เอ่อ.....ค่ะ งั้นเปลี่ยนเรื่องกัน[กลัวมันบีบคอเอาค่ะพี่น้อง]>> ไม่ต้องเปลี่ยนหรอกครับ วันนี้ผมอารมณ์ดี...ไม่กัดใครง่ายๆหรอก [น่าน....รู้ตัวอีก = =]
ได้ข่าวว่าเมื่อคืนนี้ไปฉลองกับคนในวง the Gazette มา >> ครับ ก็...มีเรื่องน่ายินดีนิดหน่อย [เอานิ้วถูจมูกไปมาด้วยความเขิน =///=]
แล้วเรื่องอะไรล่ะคะที่ว่าน่ายินดี พอจะบอกได้มั้ย? >> [บอกไปก็เท่ากับสารภาพหมดเปลือกเลยสิ เรื่องอะไรกรูจะพูด!!] ความลับครับ [อมยิ้มน้อยๆในหน้า >///< ‘เอ๊ะ! แล้วอิคนสัมภาษณ์เนี่ยมันรู้ได้ไงวะ?!!’]
ค่ะ....ไม่บอกก็ไม่บอก แต่อย่าให้จับได้คาหนังคาเขาก็แล้วกัน >> จับได้อะไรกันครับ? [‘งง.....ทำหน้า งง ได้อีก งง ได้เนียนมากกกก....แล้วไอ้คนที่อุ้มไคจังขึ้นรถไปเมื่อวานนั่นมันใครล่ะบิเอ๊ยยยย!!’]
คนเราทำอะไรไว้ก็ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ = = >> แหม....พูดซะเข้าสุภาษิตเลย ผมทำน่ะผมรู้ครับ......แต่มีคนที่ทำแล้วไม่รู้อยู่นะ [แหล่ตามองไปทางไคจัง ‘เงียบไปเลย! ถ้าขืนยังพูดมากอยู่อีก คืนนี้ห้ามออกกำลังกาย!!!’ ค้อนค่ะค้อน ไคจังค้อนด้วยคำขู่] อย่าขู่แบบนี้ดิ....= =
พูดขู่กันแบบนี้มีเงื่อนงำอะไรแน่ๆเลยจริงมั้ยคะ? ^^ >> เงื่อนงำอะไร? ไม่มี๊....ไม่มี >///< [ส่ายหัวดิ๊กๆไปมา แต่สีหน้านี้สิ ‘ส่อแววหื่นชัดๆ!!’ =,,=]
ค่ะ....งั้นเราเปลี่ยนไปสัมภาษณ์ไคจัง เพื่อถามข้อสงสัยที่ค้างคากันดีมั้ยคะ? >> อย่าเชียวนะครับ! รายนั้นน่ะเค้าขี้อาย [ยกมือห้าม โบกปัดเป็นพัลวันไม่ให้เข้าใกล้ = =; ‘อะไรมันจะหวงปานน้านนนน...(วะ?)’]
อ้าว...แล้วทำไมไคจังต้องอายด้วยล่ะคะ? >> [มิยาบิปิดปากนิ่งพึมพำแผ่วๆ ‘รั่วแล้วไง ความลับ?’] ก็....เขาเป็นคนขี้อายอยู่แล้วนี่ครับ [‘ตรงไหน? สัมภาษณ์เรื่องงานทีไร พูดจนน้ำไหลไฟดับทุกที’ =’’=]
กลัวความลับรั่วก็บอกมาเถอะ [คนอ่านเค้ารู้กันหมดแล้ววววว...=[]=] >> ผมไม่มีความลับอะไรนี่ครับ [ยิ้ม][‘บรรยายซะทุกอิริยาบถขนาดนั้น....คงไม่ลับแล้วล่ะ’ = =;]
เปลี่ยนเรื่องค่ะเปลี่ยนเรื่อง....ครั้งแรกที่เจอกับไคจังรู้สึกยังไงบ้างคะ? >> [‘เปลี่ยนเรื่องตรงไหนวะ?!’ มิยาบินิ่วหน้าขมวดคิ้วงงๆ] เอ่อ.....ครับ......ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนี่ครับ [ปากแข็งได้อีก ‘เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวได้เจอกระทะเหล็กเฟวี้ยงไป...แล้วจะรู้สึก!!’ ไคจังกัดฟันกรอดๆ]
ยังวางฟอร์มอยู่เหมือนเดิมนะคะ ^^ >> [‘นี่เมิงกะจะคาดคั้นเอาให้ได้ใช่มะ?!!’ = =] ไม่หนิครับ....จริงๆแล้ว....เค้าก็เป็นคนน่ารักคนนึง
เลยถือวิสาสะหอมแก้มเค้าตอนคอนค่าย....ว่างั้นเหอะ?! >> จูบได้จูบไปแล้วครับ....แต่ผมเกรงใจ ตอนนั้นน่ะนะ [หัวเราะ]
งั้นก็แสดงว่าตอนนี้ไม่เกรงใจแล้วสิคะ? >> ก็.....เอ่อ.....ครับ....เราสนิทกันมากขึ้นแล้ว คุ้นเคยกันมากขึ้นแล้ว ก็เลยไม่ต้องเกรงใจอะไรกันอีก [พัฒนานะ....พัฒนา >///<]
แล้วมีโอกาสเลื่อนขั้นบ้างมั้ยคะ? >> เลื่อนไปแล้ว เอ๊ย! ก็คงสุดแท้แต่บุญวาสนาจะพาไปแหละครับ [อ้างอิงซ้า.... = =; นี่รู้จักบุญจักบาปกับเค้าด้วยเหรอพ่อคู๊นนนนน!!]
ถ้ามีข่าวดีเมื่อไหร่จะประกาศให้แฟนๆทราบมั้ยคะ? >> มันก็ต้องแน่อยู่แล้วล่ะครับ คนรักของผมเป็นใคร(ไค)ทุกๆคนก็ต้องได้รู้.....หึหึ
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องแสดงว่าเร็วๆนี้สินะคะ >> ก็คงต้องรอเวลาเหมาะสมก่อนน่ะครับ ผมยังไม่อยากพูดอะไรมาก เดี๋ยวฝ่ายนั้นเค้าจะตำหนิเอา [‘นี่ยังพูดไม่มากอีกเหรอ?....เท่าที่เกริ่นมา ชาวประชาที่ไหนก็เดาออกหมดแล้ว!’ ไคจังนึกโวยวายในใจ]
ความรักคงหวานชื่นกันจริงๆเลยนะคะ >> เอาไว้เปิดตัวเมื่อไหร่ แล้วผมจะให้สัมภาษณ์คู่แบบหมดเปลือกเลยครับ....^///^
เอ่อ.......ถ้าอย่างนั้น มิยาบิช่วยทิ้งท้ายซักประโยคก่อนจบบทสัมภาษณ์ได้มั้ยคะ? >> ออกกำลังกายเยอะๆ สุขภาพจะได้แข็ง-แรง นะครับ [หัวเราะรั่วๆ >,,<]
Author : Suisei
Couple : Miyabi X Kai
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
[Miyabi talk]
“การผูกหัวใจไว้กับใครสักคน...............เป็นเรื่องไร้สาระ”
ผมเองก็เคยคิดอย่างนั้น
แต่ตอนนี้....ณ วินาทีนี้
“ผมกลับอยากให้ใครคนนึง.................ผูกหัวใจไว้ที่ผม”
.
.
ผูกไว้...
.
.
.................................................จนชั่วชีวิต...
รอยยิ้มหวานในดวงหน้าใสที่แม้จะทอดมองสักกี่ครั้ง ผมก็ยังรู้สึกว่าเจ้าของรอยยิ้มดูจะมีความสุขระรื่นชื่นอารมณ์เสียทุกครา เรียวปากสีสดกรุ่นความหวานละไมสร้างความพึงใจในตัวเองจนผมไม่อาจละสายตาได้แม้เพียงเสี้ยววินาที ดวงตาโตกลมเป็นประกายสุกใสสะกดทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวของผมให้หยุดขยับไหว
เฉกเช่นบนโลกใบนี้..........มีเพียงผม..........กับไค.....
มีแค่เรา.........เพียงสองคน...
“มิยะ....” เสียงหวานทอดสำเนียงขานเรียกชื่อผมอย่างคุ้นเคย ขาเรียวเล็กวิ่งรี่เข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มระบายแย้มบนกลีบปากบาง แก้มเรื่อใสนวลเนียนซับสีเลือดจางจนหัวใจของผมแทบจะหลุดกระดอนทุกครั้งยามได้ยลใกล้ ไคเป็นคนน่ารัก.........น่ารักเสียจนความหวงแหนในร่างเล็กบางก่อเกิดอย่างเร็วพลันเมื่อความสดใสในดวงหน้าหวานถูกสายตาคู่อื่นจ้องมอง
“ซ้อมเสร็จแล้วเหรอ?” มือเล็กจับลำแขนของผม เขย่าเบาๆพอให้รู้สึกตัว หากกลับวาดรอยยิ้มถามไถ่ด้วยความสงสัย ใบหน้าขาวเอียงคอน้อยๆอย่างที่อีกฝ่ายชอบทำยามเมื่อต้องการย้ำคำถาม กิริยาน่าเอ็นดูจนผมอดจะถือวิสาสะรวบกอดเอวบางเข้ามาอิงแอบไว้ไม่ได้
“อื้ม....วันนี้เสร็จเร็ว เลยมารับนายกลับ...” แก้มนวลขึ้นสีจัดเมื่อถูกผมประคองกอดต่อหน้าคนอื่นๆ แววตาวาวสั่นเล็กๆเมื่อกวาดมองไปรอบห้อง.......ห้องซ้อมดนตรีกว้างที่มีสมาชิกของ the Gazette อยู่กันอย่างพร้อมเพรียง
“ปล่อยน่า....อายเขา...” นิ้วเรียวเล็กปัดวงแขนของผมออกเบาๆ ทำท่าจะขืนตัวออกห่าง ทว่ากลีบปากบางกลับคลี่รอยยิ้มขลาดเขินอยู่ไม่จาง
“นายอาย....แต่ฉันไม่อายนี่” แก้มใสเรื่อแดงก้มหน้าหลบซุกอยู่กับอกของผม จนลมหายใจร้อนกรุ่นปะทุผ่านเนื้อผ้าให้จังหวะหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ดวงตาโตกลมหลุบต่ำ เบือนหน้าหนีห่างจากสายตาอีกหลายคู่ที่จ้องมอง ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่า.........จำเป็นจะต้องเกรงใจใคร....หรือต้องเขินอายในการประเมินสายตาของคนอื่น เพราะไม่ว่าใคร....ก็ต้องมองเรื่องระหว่างผมกับไคออก ต้องมองออกสิ!.....ว่าเราสองคน......รักกัน
ความเงียบงันเข้าครอบคลุม จนบรรยากาศในห้องกว้างระอุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายของความอึดอัดคับแคบ มันอาจจะดูกะทันหันเกินไปสำหรับการแสดงตัวในฐานะ......คนรัก กะทันหันเกินไปสำหรับการย่างกรายเข้ามาในห้องนี้ หรือกะทันหันเกินไปสำหรับการรวบกอดแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของร่างเล็กบางโดยไม่ได้เกริ่นกล่าวอะไรให้ใครได้รับรู้ หรือบางที ผมกับไค....เราอาจไม่จะไม่มีวันเผื่อแผ่ความรักให้กันได้ อย่างที่ความรู้สึกนึกคิดของใครหลายคนวางไว้
ทว่าผู้คนเหล่านั้นกลับคิดผิด........คาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างเราผิดอย่างมหันต์!
ผมควรจะยิ้มเยาะให้กับโชคชะตา หรือควรจะขอบคุณที่ช่วยให้ชนะคำปรามาสในความคิดของใครต่อใครได้ หรือควรจะทำตัวนิ่งเฉยเสีย เพราะถึงอย่างไร.....ผมก็เป็นเจ้าของ............เป็นเจ้าของร่างบอบบางนี้.........แต่เพียงผู้เดียว!
“ไค...?” ดวงหน้าเล็กเรียวขาวของรุกิขมวดปมคิ้วด้วยความสงสัย ก็ไม่ต่างจากสมาชิกคนอื่นในวง ไม่ต่างกันเลยตรงที่แววตาทุกคู่สบมองมาที่ ‘เรา’ สองคน สื่อนัยยะในแบบที่ผมก็พอจะเข้าใจคำถามทักผ่านแววตานั้นดี
“คือว่า.....ฉันกับมิยะ.....เรา....”
“เป็นคนรัก......ไม่สิ.....คู่รัก....ในแบบที่พวกนายก็เข้าใจความหมายดี” น้ำเสียงของผมคงติดจะกลั้วหัวเราะในลำคอ จนไปกระทบใจใครบางคนเข้า คิ้วเรียวเข้มคู่นั้นถึงได้ขมวดเป็นปมจนแทบจะชิดติดกัน อาโออิสะบัดหน้าหนีทันทีที่ได้ยินคำตอบจากปากของผม......ก็ใช่.....หมอนี่หวงไคเสียยิ่งกว่าไข่ในหิน......หากผมแตะต้องแม้เพียงปลายเล็บ เขาไม่เอาผมไว้แน่ แต่แย่หน่อยตรงที่ผมไม่เพียงแค่แตะต้องนี่สิ!
“คู่รัก....?” เสียงทุ้มหนักของเรย์ตะระบายทวนคำอย่างไม่เชื่อหู ทอดสายตามองไปทางเพื่อนคนอื่นเพื่อขอความเห็น หากคนที่ยินดีจะตอบต่อด้วยรอยยิ้มหวานชื่น กลับมีเพียงเจ้าของดวงหน้าเรียวเล็กอย่างรุกิที่คลี่ยิ้มอ่อนใสคลายปมคิ้วบนใบหน้าให้หายขุ่นเคืองใจ
“ล้อเล่นน่ะไค..?” ถ้อยประโยคที่ฟังดูเหยเกคล้ายกับจะลองหยั่งเชิงในความคิด ทว่าเสียงดุดันกลับสะบัดกล่าวคำค้านอย่างห้วนสั้น สั้นเสียจนผมยังอดจะถามตัวเองในใจไม่ได้ว่า....นี่คือคำพูดของไคแน่หรือ?
“ไม่ได้ล้อเล่น!” ดวงตาโตวาวตวัดมองเสี้ยวหน้าคมคายของเรย์ตะอย่างขัดเคือง พลันรอยยิ้มอ่อนละไมก็กลับระบายเคลือบที่ริมฝีปากแดงอิ่มอีกครั้ง “เราคบกันในฐานะของคนรัก......ฉันกับมิยาบิ.......เราเป็นคู่รักกัน...” มุมปากของผมกระตุกยิ้ม.......ผมยอมรับ ยอมรับว่าพอใจในคำบอกกล่าวที่ไม่ปิดบังของร่างเล็ก แต่ที่พอใจมากที่สุด คือการได้เห็นแก้มขาวซับสีเลือดเรื่อแดงจนต้องเบือนหน้าหลบจากสายตาผู้ร่วมรับรู้ทั้งสี่ สีหน้าซีดเผือดสงบนิ่งของอาโออิถูกสะกดไว้ด้วยความเย็นชา ทว่าผมกลับอ่านความคิดในหัวนั้นได้อย่างชัดเจน ข้อมือใหญ่บีบกำเกร็งจนเอ็นขึ้นสัน........ก็ไม่แปลกสำหรับการกักเก็บกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ในอก จะเพราะหึงหวงหรือห่วงใย ผมก็ไม่อยากจะคาดเดาอะไรทั้งนั้น แค่เพียงในตอนนี้........คนรักที่ผมเลือก ยินดีจะประกาศข้อผูกมัดระหว่างเราให้คนอื่นรับรู้......ผมก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว...
“อาโอย!...” ร่างสูงหนาของอาโออิก้าวไวๆออกจากห้องไปทันที ไม่แม้แต่จะหยุดฟังเสียงเรียกระบายจากปากของไคเลยสักคำ ดวงหน้าหวานทอดสายตามองมาที่ผมคล้ายกับจะขออนุญาต แววตาคลอเคล้าด้วยความห่วงกังวล จนผมต้องลอบถอนหายใจเงียบๆ
“ไปเถอะ.....อธิบายให้อาโอยเข้าใจ หมอนั่นจะได้ไม่โกรธนายยังไงล่ะ”
“มิยะ....” ผมพยักหน้าส่ง ยอมปล่อยให้ไควิ่งหายลับไปกับตา แล้วก็เป็นฝ่ายเผชิญหน้ากับคนที่เหลือเสียเอง อาจดูเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจและเชื่อมั่นว่าผม........รักไค โดยไม่ได้มีความอยากของรสราคะปนเปื้อนเฉกเช่นครั้งก่อนๆ
จริงอยู่ว่าการพิสูจน์ต้องใช้เวลา ใช้การกระทำ.........ไม่ใช่แค่ลมปาก แต่หากได้กล่าวขานให้คนอื่นได้รับรู้บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรไม่ใช่หรือ? เว้นเสียแต่ว่าจะไม่มีใครวางใจให้ผมยืนอยู่ข้างไคในฐานะนี้
“นาย....คบกับไค.....ตอนไหน?..” เรย์ตะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย เดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟานุ่มตรงมุมห้อง อุรุฮะนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา หากกลับส่งแววตาถามทักไม่ต่างกัน แต่คนที่แปลกต่างออกไปกลับเป็นรุกิที่ยังคงอมยิ้มวาดปนบนริมฝีปากบางอยู่ไม่จาง
“ตอนไหนงั้นเหรอ?......จะต้องอธิบายตั้งแต่ต้นเลยรึเปล่า?” ผมเลิกคิ้วถาม หากเรย์ตะกลับเบือนหน้าหลบ หันมองไปทางอุรุฮะเพื่อขอความเห็น
“ไม่ต้อง....เอาแค่ว่า....ทำไมไคยอมคบกับนาย....ทั้งที่....”
“ใจตรงกัน....คบกันผิดด้วยเหรอ?” กลิ่นบุหรี่ปนรสเชอรี่หอมไม่ได้อวลกรุ่นส่งให้ความรู้สึกของผมจางเจือจากความฉุนเฉียวในอกเลยแม้แต่น้อย มันน่าขัดเคืองตรงที่.....ในสายตาคนอื่น ผมไม่สามารถจะรักใคร หรือทำให้ใครรักได้อย่างจริงใจบ้างเลยหรือ? หรือผมเป็นผู้ชายคนนึงที่ต้องการเพียงร่างกาย ต้องการเพียงความรื่นเริงชั่วข้ามคืน...........ไม่ใช่ความรัก.......อย่างที่มนุษย์คนอื่นต้องการ
ผมไม่มีสิทธิ์จะเรียนรู้คำว่า ‘รัก’ บ้างเลยรึยังไงกัน?!
“ก็ไม่ผิด.....แต่ถ้านายเลือกจะคบกับไคแค่เล่นๆ ก็ถอยไปซะดีกว่า ไคยังเด็ก....เด็กในเรื่องการตามความคิดของคนอื่น หมอนั่นไม่ประสีประสากับอะไรๆในตัวนายหรอก”
“พูดง่ายๆ ก็คือพวกนายไม่เห็นด้วย....อย่างงั้นสิ?” ผมไม่ได้สรุปความคิดของคนใน the Gazette ผิดอย่างแน่นอน เห็นได้จากแววตาและน้ำเสียง รวมถึงถ้อยสำเนียงคัดค้าน ทุกอย่าง.....แสดงออกชี้ชัดว่า......ไม่มีใครไว้ใจจะให้ผมคบกับไค!
“มันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว...” น้ำเสียงนุ่มนวลของเจ้าของเรียวปากเล็กบางเรียกให้ผมต้องหันหน้ากลับไปถามไถ่ด้วยแววตา รุกิยิ้มน้อยๆอย่างเป็นมิตร “แค่ความเป็นห่วง.....ถ้านายสัญญา หรือถ้าจะให้ดีนะ....สาบาน....ว่าจะรักไคอย่างจริงใจ....พวกเราก็ไม่ขัดข้องที่นายสองคนจะคบกัน”
“แล้วอาโอย?...”
“เพราะคนๆนั้นเป็นนาย....หมอนั่นถึงไม่ไว้ใจ....อาโอยน่ะ ทำหน้าที่ของพี่และเพื่อนที่ดีให้กับเรามาโดยตลอด ถ้าจะมีใครซักคนเสี่ยงต่อความเจ็บปวด.....คนที่จะปกป้องก็ต้องเป็นเขา” รอยยิ้มกริ่มระบายกลีบปากสีสดให้คลายความกังวล ผมไม่รู้ว่าการพยักหน้ารับของผมจะทำให้รุกิเข้าใจถึงคำว่า ‘ขอบคุณ’ บ้างได้หรือเปล่า......ไม่รู้ว่าจะมีใครเข้าใจบ้างมั้ย....ว่าผม.....ต้องการไคมากมายเพียงใด
“อย่าลืมว่าคำสัตย์....ไม่ได้อยู่แค่ลมปาก ถ้านายทำได้ทั้งการกระทำ......จะดูแลไคไปชั่วชีวิตก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอก” แววตามั่นคงจริงจังของอุรุฮะย้ำราวกับว่า....ถ้าผมทำให้ไคเจ็บ.....คนที่จะเจ็บยิ่งกว่าก็คือตัวผมเอง ผมไม่ปฏิเสธความหมายของสายตานั้น หากกลับยินดีที่จะรับมันมาด้วยความมั่นคง ไม่ใช่เพราะความรู้สึกอยากเอาชนะ แต่มันอยู่ที่ตรงนี้.....ที่หัวใจดวงนี้ ที่อกข้างซ้าย.......ที่ๆมีจังหวะการสะท้านสั่นต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง
“ฉันเป็นลูกผู้ชายพอ ถ้าเลือกแล้ว.....ก็สาบานจะรักไปจนตาย”
“แล้วฉันจะคอยดู!” เสียงทุ้มหนักแทรกผ่านเข้ามากลางวงสนทนา สะกิดให้สายตาของผมต้องหันกลับไปมอง อาโออิเอนกายพิงขอบประตูนิ่งโดยมีร่างบอบบางของไคยืนเคียงข้าง ริมฝีปากสีจัดคลี่ยิ้มน้อยๆก่อนจะขยับฝีเท้าก้าวเดินเข้ามาหาผม
“เราคบกันแบบเปิดเผยแล้วนะอาโอย.......นายเลิกทำท่าจะกินเลือดกินเนื้อมิยะซะที” มือเล็กขาวกุมสัมผัสนิ้วของผมเอาไว้แน่น ส่งแววตาค้อนเคืองไปทางอาโออิ ใบหน้าเรียวเล็กได้รูปหันกลับมาสบประสานสายตาของผม กลั้วหัวเราะในลำคอให้บรรยากาศน่าอึดอัดแผ่วจางลง มุมปากบางกดยิ้ม......น่าเอ็นดูเสียจนใครๆต่างก็ต้องยอมแพ้ ถึงต่อให้ใจแข็งยิ่งกว่าหิน....แค่เห็นรอยยิ้มอ่อนหวาน......ก็พาลนึกรักไม่รู้ตัว...
“ก็ไม่ได้จะว่าอะไรซะหน่อยนึง..........แค่บอกว่าจะคอยดูเท่านั้นเอง” ดวงตาคมกริบของอาโออิอ่อนแสงลง มีแววอบอุ่นนุ่มนวลยามเมื่อทอดสายตามองมาที่ใบหน้าหวาน ความห่วงหาอาวรณ์จากนัยน์ตาเป็นประกายเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกจริงใจในคำว่า.........รัก..............รักในมิตรภาพ และสัมพันธ์ต่างวัยที่เรียกว่า.......พี่น้อง...
“ก็เป็นอันว่าเข้าใจกันแล้วสินะ” ลมหายใจร้อนกรุ่นของเรย์ตะถูกเรียวจมูกโด่งระบายเอาความอึดอัดออกมา ราวกับยกเรื่องหนักอกไปเสียพ้นๆ ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากพูดอะไร เสียงอุ่นนุ่มของร่างเล็กก็ตอบต่อถ้อยประโยคแสนรื่นรมย์ให้ได้ยินกันถ้วนทั่ว
“ดีแล้ว........งั้นวันนี้เราไปเลี้ยงฉลองที่ไคจังมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกัน”
“รุกิ...” อุรุฮะปรามเสียงต่ำ หากกลับถูกแววตาค้อนเคืองสะบัดมองอย่างไม่พึงใจ ทว่าแก้มขาวกลับดันลูกตากลมโตขึ้นจนหยิบหยีหันมายิ้มตอบผมกับไคเป็นนัยน์ว่าการกระทำเมื่อครู่นี้เป็นเพียงวิธีแสดงความไม่พอใจที่จะปฏิบัติเฉพาะกับคนรักเท่านั้น
“วันนี้ฉันเป็นเจ้ามือเอง...” น้ำเสียงทุ้มนิ่ง เย็นเยียบ เอ่ยปากขอเสนอตัว หากแววตาคมกลับกลอกกลับไปมาหลบการสบประสานสายตากับทั้งผมและคนอื่น กิริยาอาการวางฟอร์มที่ไม่ยอมลงรอยให้ใครง่ายๆของอาโออิเรียกรอยยิ้มจางเจือจากริมฝีปากสีจัดของไคได้ไม่น้อย ทุกคนกลั้นหัวเราะในลำคอ เมื่อเห็นคนที่ยืนกรานคัดค้านแทบเป็นแทบตายออกปากเสนอตัวสนองความต้องการของผู้อื่นอย่างง่ายดาย
เข็มนาฬิกาเวียนผ่านไปทุกนาที ไม่ต่างจากรอยยิ้มหวานละมุนที่หัวเราะต่อกระซิกขำขันไปกับการสนทนาของคนในวง กลิ่นหอมจางจากร่างบางกลบทุกรสสัมผัสของเมรัยให้หายวับไปจากห้วงของความรู้สึก ผมเคยคิดว่าผมเป็นคนช่างพูด ช่างเจรจา อาจจะแทบทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ทว่าตอนนี้ผมกลับเลือกที่จะเป็นผู้ฟังโดยมีร่างเล็กขาวเจ้าของดวงหน้าหวานเป็นคนกล่อมเล่าเรื่องต่างๆนานาให้ได้ยินอยู่ไม่ขาดปาก ไคยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หัวเราะร่าไม่ปกปิดความรู้สึกทางสีหน้าเลยแม้แต่น้อย มือเล็กนุ่มนิ่มบีบนิ้วกร้านของผมเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แก้มขาวซับสีเลือดเรื่อจางจากแอลกอฮอล์ รสหอมหวานน่าหลงใหลแต่งแต้มริมฝีปากสีจัดให้ยิ่งแดงสดชวนมองแม้อยู่ในความมืดมิด หัวใจของผมสูบเลือดร้อนรุนแรงราวกับจะหลุดกระดอนออกมาเต้นอยู่นอกกาย พลันใบหน้าเล็กเรียวกลับเลื่อนไล้เสียดสีไปมากับไหล่กว้างของผม ออดอ้อนราวกับเด็กเล็กที่โหยหารสสัมผัสอบอุ่น
“ไค......เมาแล้วนะ....จะดื่มต่ออีกเหรอ?” เสียงครางเครืออ่อนหวานไม่ได้ศัพท์เพราะสติหลุดลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวดึงความรู้สึกนึกคิดให้คืนกลับมาที่ตัวผมอีกครั้ง แก้วไวน์สีสดกระหวัดแกว่งไปมาเพราะคนถือไม่สามารถประคับประคองการทรงตัวของมือให้อยู่นิ่ง ผมพยายามจะยื้อแย่งแก้วบางใสกลับคืน หากมือเล็กขาวกลับตวัดขอบแก้วหนีห่าง สะบัดแรงจนส่งให้ของเหลวแดงใสสาดกระเซ็นซัด กลืนเนื้อผ้าสีอ่อนของผมจนเปรอะเปื้อน
“มิยาบิ!....นาย....แย่จริงๆเลยไคเนี่ย...” รุกิอุทานเสียงหลง ตำหนิคนไม่ได้สติด้วยแววตา
“ไม่เป็นไรหรอก....แค่นี้เอง”
“เช็ดๆ ออกก่อนนะ แล้วเดี๋ยวค่อยไปล้าง” อุรุฮะยื่นกระดาษชำระส่งมา ระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน สภาพร่างกายของไคตอนนี้ แม้แต่เรี่ยวแรงจะนั่งทรงตัวยังแทบไม่มี ก็ไม่แปลกที่ผมจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประคับประคอง ศีรษะเล็กเอนซบลงกับบ่าลาดของผม ให้กลุ่มผมนุ่มคลอเคล้าอยู่ที่แก้ม กลิ่นหอมจางกระตุ้นเร้าให้ความรู้สึกน่าเอ็นดูยิ่งเพิ่มขึ้นทับทวี
“นายพาไคกลับไปก่อนเถอะ.....ดูท่าว่าจะไม่ไหว...”
“นั่นสิ....เจ้านี่ดื่มเยอะทีไรเมาแอ๋ไม่เป็นท่าทุกที คออ่อนแบบนี้ถ้าถูกมอมเหล้าคงเตลิดไปไหนต่อไหนแล้วแน่ๆ...” ผมหัวเราะในลำคอกับคำกล่าวเสริมทับของเรย์ตะ มองสบนัยน์ตากับอาโออินิ่ง เสี้ยวหน้าคมเข้มพยักรับน้อยๆ บอกเป็นเชิงว่ายินดีจะให้ผมพาไคกลับไปส่งที่บ้าน
“ดูแลดีๆหน่อยนะมิยะ ไคน่ะ....เวลาเมาแล้วสติไม่อยู่กับร่องกับรอย แตะนั่นปัดนี่ไปเรื่อย....ไม่ชอบอยู่นิ่งๆหรอก เดี๋ยวอีกซักพักก็ออกฤทธิ์ละ..” เสียงนุ่มหวานเอ่ยปากบอกอย่างห่วงใย คลี่ยิ้มอ่อนใสในหน้าอยู่ไม่จาง รุกิดื่มมากไม่น้อยไปกว่าไคเลยสักนิด หากร่างเล็กกลับยังทรงตัวอยู่ได้ด้วยสติครบสมบูรณ์ ผิดกับคนในอ้อมกอดของผมลิบลับ ดวงหน้าเรียวขาวหลับใหลแน่นิ่งอิงแอบแนบชิดจนผมได้ยินถึงเสียงสั่นระรัวเร็วของหัวใจ ทว่าไคกลับไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัวเสียด้วยซ้ำ
วงแขนเล็กโอบรอบลำคอร้อนผ่าวของผมแน่น ยึดตรึงไว้ให้เรือนกายบอบบางสามารถทรงตัวอยู่ได้ หากช่วงขาเรียวกลับเดินเซถลาจนผมต้องกอดประคองร่างน้อยเอาไว้แนบกับอก ดวงตาโตหวานฉ่ำปรือทอดมองมาที่เสี้ยวหน้าของผมคล้ายกับจะระลึกนึกคุ้นอยู่ในใจ ทว่าลำตัวเล็กผอมกลับอ่อนยวบทรุดกายลงเหมือนกับขาดเรี่ยวแรงไปเสียดื้อๆ
“เมาแอ๋เลยน้า........แล้วแบบนี้จะมีแรงลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์ยังไงกันล่ะ หื้มม...?” ใบหน้าหวานกรุ่นกลิ่นแอลกอฮอล์หอมอวลติดริมฝีปาก อยู่ห่างจากสันจมูกของผมเพียงปลายลมหายใจกั้น น้ำหนักตัวของไคเบาหวิวราวกับร่างบางที่ผมโอบอุ้มมีเพียงเปลือกห่อหุ้มโครง มือเล็กขาวปัดป่าย ประท้วงเสียงครางสั่นในลำคอเหมือนถูกขัดใจ จนเมื่อไขกุญแจรถ วางไคลงกับเบาะนุ่ม จัดให้ศีรษะเล็กเอนพิงกับพนัก ผมถึงได้ระบายลมหายใจร้อนระอุที่ติดขัดในลำคอออก อดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองเสี้ยวหน้านิ่งสงบในความมืดมิด ยิ่งพินิจดู.......ก็ยิ่งแลเห็นถึงความใสบริสุทธิ์ของไค คงจะเพราะอยู่ในรถที่ไร้สรรพเสียง หูถึงแว่วยินจังหวะสั่นไหวในหัวใจที่เต้นถี่ระรัวเร็วขึ้นทุกขณะ
“มิยะ.....” ริมฝีปากบางเผยอหอบเอาลมเข้าปอด ขยับเรียกชื่อผมด้วยอาการง่วงงุน ก่อนจะซุกไซ้แก้มนุ่มบดเบียดลงกับพนักพิงเพื่อหนีความเย็นเยียบของอากาศ ความหวามไหวในน้ำเสียงแผ่ซ่านจนทำให้ผมรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นร้อนของเลือดที่สูบฉีดระบายรื้นไปทั่วผิวหน้า อดไม่ได้ที่รั้งกลีบปากบางเข้ามารับรสหวานนุ่มของริมฝีปาก เรียวลิ้นเล็กชุ่มขยับไหวสะท้านขึ้นลงในโพรงปาก ต่อล้อได้อย่างอ่อนหวานน่ารักราวกับสติที่หลุดลอยเป็นเครื่องกระตุ้นเร้าถึงการแสดงออกทางอารมณ์ของไคได้เป็นอย่างดี กลิ่นแอลกอฮอล์กรุ่นดึงความรู้สำนึกให้เตลิดจนผมแทบจะควบคุมการขยับเคลื่อนของริมฝีปากไว้ไม่อยู่ แรงกดบดเคล้าของเรียวปากเล็กตอบรับด้วยความขลาดเขิน หากดวงตาคู่งามกลับปิดสนิทนิ่ง สนองตอบในรสจูบดื่มด่ำราวกับจะขาดใจ
จูบ...............ที่แลกริมฝีปาก แลกการกระหวัดเกี่ยวด้วยเรียวลิ้น แลกรสอ่อนหวานซ่านอุ่นในเนื้อนุ่ม แลกความโหยหาในรสสัมผัส แลกแม้กระทั่งวิญญาณและลมหายใจ
แลก....
.
.
.
ความรู้สึก....................รัก................................ที่เปี่ยมล้น
“ไค.....” มือบางเลื่อนไล้ลงมาที่แผงอกของผม ขยับลำตัวให้ให้เขยื้อนมาอยู่บนที่นั่งเดียวกัน ถึงจะไม่ได้สติ.........แต่ความอ่อนหวานน่ารักกลับไม่ได้จางหายไปจากใบหน้ามนแม้แต่น้อย เรียวจมูกขาวคลอเคลียแนบชิด ปัดระแก้มร้อนของผมให้ความรู้สึกที่สะกดกลั้นพรั่งพรู อุ่นไอของลมหายใจเกาะผิวกระจกใสให้ขุ่นมัว เช่นเดียวกับดวงตาหวานล้ำที่พร่าเลือนจนแทบไม่รู้สำนึกว่าร่างกายของตัวเองกำลังยั่วเย้าให้ความกระสันอยากในรสรักก่อเกิดเร็วพลัน
“หนาว.....กอดหน่อย......กอดหน่อยนะมิยะ...” ไหล่บางเอนอิงลงกับอก เบียดตัวแนบชิด ออดอ้อนด้วยลำแขนเล็กที่กดกอดเอวของผมเอาไว้แน่น แก้มขาวแดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ซบหน้าลงซุกกับซอกคอกรุ่นร้อนของผม ใจหายวาบเมื่อมือเล็กอุ่นสอดไล้เข้าไปในสาบเสื้อ!
“เด็กดี....กลับบ้านก่อนนะ ตรงนี้ไม่ได้...เดี๋ยวมีคนมาเห็นเข้า” ผมบอกปลอบ........อีกนัยก็ห้ามอารมณ์ราคะในร่างกายตัวเองไว้ ระวังไม่ให้ปะทุเสียตรงนี้ ขืนถ้ามีคนมาเห็นเข้าจริงๆ มิต้องได้ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายวันกันเลยหรือ?
“ไม่เอา!” ดวงหน้าหวานสะบัดส่ายไปมาเลื่อนไล้มือลากไปตามเนื้อผ้าจนมาหยุดสะดุดที่หัวเข็มขัดแน่นตึงของผม ไคตอนเมามายไม่ได้สติดื้อดึงซุกซนอย่างนี้เองหรอกหรือ?
“อย่าดื้อสิไค.....อยู่นิ่งๆนะ กลับบ้านก่อนแล้วค่อย....” กลีบปากเล็กบางบดแทรกเรียวลิ้นร้อนรุ่มอุกอาจเข้ามาในโพรงปากของผม ไม่มีทีท่าขลาดเขินในรสสัมผัสเลยแม้สักนิด ความหวานซ่านติดปลายลิ้นส่งให้แก้มขาวที่บดเบียดร้อนกรุ่นราวกับถูกไฟลวกให้เจ็บแสบ ลมหายใจอุ่นรินอาบผิวหน้าเคล้าคลอให้กลีบเนื้ออ่อนใสเร่งจังหวะของรสจูบราวกับโหยหามานานแสนนาน ความพลิ้วไหวของเสื้อบางที่แนบชิดเสียดระกับต้นขาของผมอยู่เป็นระรอก มือเล็กกดไล้ท้ายทอยดึงเอาศีรษะของผมเข้าไปแนบกับแผงอกอุ่น อวลกลิ่นหอมอ่อนจากผิวเนื้อจนแทบจะยั้งใจไม่ให้ฝากรอยประทับตรึงไว้ที่ซอกคอขาวไม่ได้ ไคหอบกระเส่าด้วยเรี่ยวแรงเพียงน้อยนิด สติของผมเองก็ปล่อยให้ร่างกายที่อยู่ใต้จิตสำนึกมีแรงราคะแห่งการควบคุมเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง กระทั่งร่างน้อยที่นั่งบิดกายเร่าๆอยู่บนตักของผม!
เรียวปากบางคลี่ยิ้ม หัวเราะเสียงใสกังวานเสียจนบาดลึกเข้าไปในหู นั่นกลับยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ฉุนเฉียวของผมเดือดพล่านขึ้นเป็นทวีคูณ มือเล็กซุกซนเลื่อนต่ำลงมาที่ตะขอเกี่ยวซิป ปลดเบาๆอย่างเชื่องช้า ทว่าผมกลับรู้สึกถึงเลือดอุ่นร้อนในหน้าที่สูบฉีดรุนแรงเสียจนรอคอยให้ร่างบอบบางลากปลายนิ้วสัมผัสดึงเอาเข็มขัดแน่นตึงออกไม่ไหว ความเจ็บจุกในกายกำลังร่ำร้องให้อารมณ์อ่อนไหวของสติจมลึกลงไปอยู่ภายใต้การควบคุมของร่างกาย สมองตื้อชา หากกลับส่งคำสั่งเร่งเร้าให้ผมเป็นผู้กำหราบร่างน้อยในอ้อมกอดเสียเอง!
“นายแกล้งฉันก่อนนะไค!..” ความอดกลั้นจากการถูกยั่วเย้าส่งให้มือของผมเลื่อนต่ำลงไปที่เนื้อกางเกงนิ่ม ดึงกระชากปลดตะขอให้ร่างเล็กบางด้วยเรี่ยวแรงที่เต็มพร้อมสมบูรณ์ เสื้อเชิ๊ตขาวสะอาดไร้ซึ่งกระดุมยึดเหนี่ยวเกี่ยว หลุดลุ่ยระ...เผยผิวขาวนวลให้กระจ่างแก่สายตา แม้จะอยู่ในความมืดมิด......แต่ผมกลับแลเห็นสีหน้าแดงหวานของร่างน้อยได้แจ่มชัดทุกตารางนิ้ว
“อ๊ะ...” เสียงอุทานกระตุกสั่นในลำคอ เมื่ออาภรณ์ชิ้นงามหลุดร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น ไคขยับตัวเข้าเบียดชิดทันทีที่ร่างกายไร้สิ่งปกปิด มือเล็กปัดป่ายโอบรอบท้ายทอยของผมเอาไว้แน่นราวกับจะยึดเป็นที่พักพิง แรงสะท้านสั่นของน้ำหนักเบาหวิวที่ผมเป็นผู้แบกรับ กระตุ้นให้ความรู้สึกนึกคิดของผมหลุดเตลิดล่องลอยไปไกลเสียจนกู่ไม่กลับ กลิ่นหอมหวนรัญจวนจางจากเรือนผมสีเข้มยิ่งทำให้สัมผัสร้อนระอุตรงช่วงขาที่เสียดสีแสบปลาบขึ้นมาเร็วพลัน จังหวะที่นิ้วของผมกดไล้ลากไปตามลำขาเล็ก สัมผัสเนื้อในให้แก่นกายแข็งขืนตื่นกระตุ้น ริมฝีปากบางกลับหอบเผยอ หายใจถี่ระรัวจนใบหน้าที่แดงจัดอยู่แล้วยิ่งขึ้นสีระเรื่อเป็นทวีคูณ
“อืม...” ลำคอระหงอวลกรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมหวานชวนสูดสัมผัส สะโพกมนไหวขยับ แทรกเรียวขาเล็กบางทิ้งน้ำหนักตัวเบียดทับลงบนต้นขาของผม ออดอ้อนได้อย่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก
“พอแล้ว........ไว้ไปต่อที่บ้านนะ.....ที่นี่ไม่สะดวก เดี๋ยวคนมาเห็น.....มันไม่ดี” ผมลากปลายนิ้วเกลี่ยปัดเส้นผมบางที่ปรกระแก้มขาวออก กดท้ายทอยเล็กลงมารับจุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากเนียน เสี้ยวหน้าหวานแดงก่ำ แดงเรื่อเรื่อยไปจนถึงใบหู ไคยอมซุกหน้า เบียดผิวแก้มนวลลงกับบ่าของผม เชื่องเชื่อในน้ำคำบอกปลอบอย่างง่ายดาย
“ฉันรักนายนะ.....มิยะ............รัก....” เสียงหวานพึมพำชิดใกล้กับใบหูราวกับคนไม่ได้สติที่กำลังหลุดละเมอเพ้อประโยคแผ่วเบาออกมาให้ได้ยิน ทว่าหัวใจของผมกลับมีจังหวะสั่นไหวถี่ระรัวเร็วจนแทบจะควบคุมสำนึกที่อ่อนแรงไว้ไม่อยู่ เอวบางเบาไร้เรี่ยวแรง ขยับเข้าหาอ้อมกอด หนีความหนาวเย็นของไออากาศ สัมผัสกอดเกี่ยวรัดรึงนิ่งนานอยู่อย่างนั้น นานเสียจนทั้งร่างกายทื่อชาไร้การไหวเขยื้อน หากลมร้อนที่ปะทุกรุ่นรินรดลำคอ กลับพาให้ความหวานซ่านจมดิ่งเข้าไปในห้วงของความรู้สึก
นี่ไคกำลังสารภาพรัก.......ทั้งที่ยังไม่ได้สติเต็มเต็งดีหรอกหรือ?
ดวงหน้ามนหวานซุกลงกับซอกคอของผม กดแรงประทับของกลีบปากบางทาบลงที่ผิวเนื้อ จนมือที่รวบกอดร่างน้อยเอาไว้สั่นเกร็ง กิริยาอาการรุกเร้าเชื่องช้าอ่อนโยน ออดอ้อน น่ารักเสียจนผมเองยังแทบจะอดใจไว้ไม่อยู่ ดึงรั้งเอาใบหน้าแดงก่ำมารับจูบจากริมฝีปากอีกครา รสชาติที่แลกผ่านปลายลิ้นอบอุ่นนุ่มนวล แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโหยหา จูบเนิ่นนาน......นานจนลมหายใจรวมเป็นหนึ่ง สันจมูกที่บดเบียดหยอกเย้าเคล้าคลออยู่ที่แก้ม เฉียดไล้เบาๆพอคลายความร้อนรนในรสสัมผัส
คำว่า ‘รัก’ ยังดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผม หากเมื่อแลกจุมพิตหอมหวานผ่านริมฝีปาก........รัก........กลับยิ่งแจ่มแจ้งชัดเจนราวกับว่า.....รสชาติของจูบ......เป็นเครื่องตอกย้ำคำรักให้ตราตรึงอยู่ในใจ
ผมผละริมฝีปากออกจากกลีบปากบาง เสียดาย......เสียดายที่ยังเติมความโหยหาไม่เต็มพอ........ยิ่งเติมเท่าไหร่..........ตักตวงเท่าไหร่.............ก็ยิ่งขาดหาย
ต่อให้เติมจนลมหายใจขาดสะบั้น.......
ผมก็ยังโหยหาในรสสัมผัสจากคนๆนี้....
โหยหา.......................................จนแทบจะกลืนกิน...
เปลือกตาบางปิดสนิทนิ่ง นอนเบียดซุกกายอยู่กับพนักพิงนุ่ม หลับใหลจมลงสู่ห้วงนิทรา ผมทอดสายตามองใบหน้าเรียวเล็กแทบจะตลอดทางที่ขับเคลื่อนรถ ไม่ได้เอ่ยสรรพเสียงใดๆให้อีกคนได้ยินแม้แต่น้อย ความเงียบงันเข้าครอบคลุม ทำให้สมองนึกทวนคำพูดต่างๆมากมายเข้ามาในหัว พรั่งพรูจนเต็มตื้นไปด้วยความเปี่ยมปิติสุขไปทั้งหน้า หัวใจที่เงียบเหงาว่างเปล่า อิ่มเต็มไปด้วยรสสัมผัสอุ่นอาบ
ความรัก...
มันถ่ายทอดถึงกันจนรู้สึกได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมา...ผมไม่เคยแม้แต่จะนำพาสัมพันธภาพใดเข้ามาปนเจือกับคำว่า ‘รัก’ เพียงเพราะสิ่งนั้นไม่เคยมีตัวตนในสายตาของผม ชีวิตที่เลื่อนลอย....ไร้ขอบเขต กับตัณหาที่ไม่เคยหยุดหย่อน ดึงผมให้เข้าไปอยู่ในห้วงของความเสน่หา ห้วงที่มีแต่ราคะปะปน จนแยกแยะไม่ออกเสียด้วยซ้ำว่า ‘รัก’ ที่ใครต่างก็โหยหา มันมีตัวตนแท้จริงเป็นเช่นไร.....‘รัก’ ที่ใครต่างก็ต้องการ......แต่ผม.....ไม่เคยได้สัมผัส......มันมีอยู่จริงบนโลกนี้ด้วยหรือ?
ทว่าร่างเล็กบอบบางที่ผมไม่เคยแม้แต่จะมองเห็นถึงความโดดเด่นเหนือเช่นคนอื่น.....กลับสอนให้ผมได้เรียนรู้และเข้าใจว่า...
ความสุขจากการมี ‘รัก’....
ยากจะปล่อยให้หลุดลอยไปจากอก.....
ยากจะหยุด....................รัก.................แม้เพียงเสี้ยววินาที
.
.
.
“ยากเหลือเกิน.....ที่ฉันจะหยุดรักนาย........ไค...”
End....? To be Con ละกันนะ กร๊ากกกกกกกกก....
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
:: Behind the scene ::
สวัสดีค่ะมิยาบิ >> ครับ....หวัดดีครับ [หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะก้มหน้านิ่ง]
ได้ข่าวว่าช่วงนี้ยุ่งๆ ไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลยนะคะ มีโปรเจ็คจะทำอะไรอยู่เอ่ย? >> ไม่มีนี่ครับ.....[ส่ายหน้าไปมาช้าๆคลี่ยิ้มที่มุมปาก]
แหม....ขอบตาคล้ำเป็นหมีแพนด้าอย่างนี้ ยังจะบอกว่าไม่มีอีกเหรอคะ? >> ก็....เอ่อ ออกกำลังกายเพลินไปหน่อยน่ะครับ เลยไม่ได้นอน
เอ๋?....ออกกำลังกายตอนกลางคืนเนี่ยนะคะ?! >> ครับ....คือกลางวันผมไม่ค่อยว่าง ก็เลยต้องออกกำลังกายตอนกลางคืน [แหล่หางตามองไปทางไค ก่อนจะหัวเราะเบาๆในลำคอ][‘อย่ามาส่อพฤติกรรมหื่นกระหายต่อหน้าคนอื่นได้ม้ายยย!’ ไคจังค่อนขอดด้วยแววตา]
แล้วแบบนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปหลับไปนอนล่ะคะ? >> ไม่นอนก็ได้ครับ....เรี่ยวแรงผมดี ออกกำลังกายเสร็จก็ฟิตปั๋ง เหมือนได้น้ำทิพย์มาเลี้ยงกาย เลี้ยงใจ [= =; หยอดซ้า....คนสัมภาษณ์ตายไปเลย]
พูดแบบนี้....เหมือนคนกำลังมีความรักเลยนะคะ ^^ >> ก็.....เอ่อ....จะว่าอย่างนั้นก็ได้นะ แต่มันเป็นความลับน่ะครับ [ยิ้มเขิน เบือนสายตาหันไปมองไคที่นั่งอยู่อีกฝั่ง][‘จะมองอะไรนักหนาเนี่ยห๊ะ! ชาวบ้านเค้าสงสัยกันหมดแล้ว!’ ไคจังถลึงตาตอบ.........เย็นไว้ลูกเย็นไว้....คืนนี้ไปเคลียร์กันเอาเอง ^^]
ใบ้หน่อยซักนิดไม่ได้เหรอคะ? >> ผมใบ้ไม่เก่งนี่ครับ [ยิ้ม....อีกละ = =;]
คนๆนั้นใช่ไคจังรึเปล่า? >> หึหึ.....[‘แล้วเมิงจะถามกรูทำซากอะไรห๊ะอิคนสัมภาษณ์!!?’ เสียงสวดส่งหยาบคายในใจ ‘ก็เห็นจ้องแต่น้องไค....ท่านจะให้ข้าน้อยเดาว่าใครล่ะเจ้าคะ’ =[]=]
หัวเราะแบบนี้แสดงว่าใกล้ความจริงใช่มั้ยคะ? >> ไม่ใกล้หรอกครับ [‘โดนเลย’ = =;]
แหม.....ปากแข็งจังเลยมิยาบิเนี่ย..>> ผมก็เป็นของผมอย่างนี้แหละ ใครจะทำไม! [เริ่มฉุนละ]
เอ่อ.....ค่ะ งั้นเปลี่ยนเรื่องกัน[กลัวมันบีบคอเอาค่ะพี่น้อง]>> ไม่ต้องเปลี่ยนหรอกครับ วันนี้ผมอารมณ์ดี...ไม่กัดใครง่ายๆหรอก [น่าน....รู้ตัวอีก = =]
ได้ข่าวว่าเมื่อคืนนี้ไปฉลองกับคนในวง the Gazette มา >> ครับ ก็...มีเรื่องน่ายินดีนิดหน่อย [เอานิ้วถูจมูกไปมาด้วยความเขิน =///=]
แล้วเรื่องอะไรล่ะคะที่ว่าน่ายินดี พอจะบอกได้มั้ย? >> [บอกไปก็เท่ากับสารภาพหมดเปลือกเลยสิ เรื่องอะไรกรูจะพูด!!] ความลับครับ [อมยิ้มน้อยๆในหน้า >///< ‘เอ๊ะ! แล้วอิคนสัมภาษณ์เนี่ยมันรู้ได้ไงวะ?!!’]
ค่ะ....ไม่บอกก็ไม่บอก แต่อย่าให้จับได้คาหนังคาเขาก็แล้วกัน >> จับได้อะไรกันครับ? [‘งง.....ทำหน้า งง ได้อีก งง ได้เนียนมากกกก....แล้วไอ้คนที่อุ้มไคจังขึ้นรถไปเมื่อวานนั่นมันใครล่ะบิเอ๊ยยยย!!’]
คนเราทำอะไรไว้ก็ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ = = >> แหม....พูดซะเข้าสุภาษิตเลย ผมทำน่ะผมรู้ครับ......แต่มีคนที่ทำแล้วไม่รู้อยู่นะ [แหล่ตามองไปทางไคจัง ‘เงียบไปเลย! ถ้าขืนยังพูดมากอยู่อีก คืนนี้ห้ามออกกำลังกาย!!!’ ค้อนค่ะค้อน ไคจังค้อนด้วยคำขู่] อย่าขู่แบบนี้ดิ....= =
พูดขู่กันแบบนี้มีเงื่อนงำอะไรแน่ๆเลยจริงมั้ยคะ? ^^ >> เงื่อนงำอะไร? ไม่มี๊....ไม่มี >///< [ส่ายหัวดิ๊กๆไปมา แต่สีหน้านี้สิ ‘ส่อแววหื่นชัดๆ!!’ =,,=]
ค่ะ....งั้นเราเปลี่ยนไปสัมภาษณ์ไคจัง เพื่อถามข้อสงสัยที่ค้างคากันดีมั้ยคะ? >> อย่าเชียวนะครับ! รายนั้นน่ะเค้าขี้อาย [ยกมือห้าม โบกปัดเป็นพัลวันไม่ให้เข้าใกล้ = =; ‘อะไรมันจะหวงปานน้านนนน...(วะ?)’]
อ้าว...แล้วทำไมไคจังต้องอายด้วยล่ะคะ? >> [มิยาบิปิดปากนิ่งพึมพำแผ่วๆ ‘รั่วแล้วไง ความลับ?’] ก็....เขาเป็นคนขี้อายอยู่แล้วนี่ครับ [‘ตรงไหน? สัมภาษณ์เรื่องงานทีไร พูดจนน้ำไหลไฟดับทุกที’ =’’=]
กลัวความลับรั่วก็บอกมาเถอะ [คนอ่านเค้ารู้กันหมดแล้ววววว...=[]=] >> ผมไม่มีความลับอะไรนี่ครับ [ยิ้ม][‘บรรยายซะทุกอิริยาบถขนาดนั้น....คงไม่ลับแล้วล่ะ’ = =;]
เปลี่ยนเรื่องค่ะเปลี่ยนเรื่อง....ครั้งแรกที่เจอกับไคจังรู้สึกยังไงบ้างคะ? >> [‘เปลี่ยนเรื่องตรงไหนวะ?!’ มิยาบินิ่วหน้าขมวดคิ้วงงๆ] เอ่อ.....ครับ......ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนี่ครับ [ปากแข็งได้อีก ‘เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวได้เจอกระทะเหล็กเฟวี้ยงไป...แล้วจะรู้สึก!!’ ไคจังกัดฟันกรอดๆ]
ยังวางฟอร์มอยู่เหมือนเดิมนะคะ ^^ >> [‘นี่เมิงกะจะคาดคั้นเอาให้ได้ใช่มะ?!!’ = =] ไม่หนิครับ....จริงๆแล้ว....เค้าก็เป็นคนน่ารักคนนึง
เลยถือวิสาสะหอมแก้มเค้าตอนคอนค่าย....ว่างั้นเหอะ?! >> จูบได้จูบไปแล้วครับ....แต่ผมเกรงใจ ตอนนั้นน่ะนะ [หัวเราะ]
งั้นก็แสดงว่าตอนนี้ไม่เกรงใจแล้วสิคะ? >> ก็.....เอ่อ.....ครับ....เราสนิทกันมากขึ้นแล้ว คุ้นเคยกันมากขึ้นแล้ว ก็เลยไม่ต้องเกรงใจอะไรกันอีก [พัฒนานะ....พัฒนา >///<]
แล้วมีโอกาสเลื่อนขั้นบ้างมั้ยคะ? >> เลื่อนไปแล้ว เอ๊ย! ก็คงสุดแท้แต่บุญวาสนาจะพาไปแหละครับ [อ้างอิงซ้า.... = =; นี่รู้จักบุญจักบาปกับเค้าด้วยเหรอพ่อคู๊นนนนน!!]
ถ้ามีข่าวดีเมื่อไหร่จะประกาศให้แฟนๆทราบมั้ยคะ? >> มันก็ต้องแน่อยู่แล้วล่ะครับ คนรักของผมเป็นใคร(ไค)ทุกๆคนก็ต้องได้รู้.....หึหึ
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องแสดงว่าเร็วๆนี้สินะคะ >> ก็คงต้องรอเวลาเหมาะสมก่อนน่ะครับ ผมยังไม่อยากพูดอะไรมาก เดี๋ยวฝ่ายนั้นเค้าจะตำหนิเอา [‘นี่ยังพูดไม่มากอีกเหรอ?....เท่าที่เกริ่นมา ชาวประชาที่ไหนก็เดาออกหมดแล้ว!’ ไคจังนึกโวยวายในใจ]
ความรักคงหวานชื่นกันจริงๆเลยนะคะ >> เอาไว้เปิดตัวเมื่อไหร่ แล้วผมจะให้สัมภาษณ์คู่แบบหมดเปลือกเลยครับ....^///^
เอ่อ.......ถ้าอย่างนั้น มิยาบิช่วยทิ้งท้ายซักประโยคก่อนจบบทสัมภาษณ์ได้มั้ยคะ? >> ออกกำลังกายเยอะๆ สุขภาพจะได้แข็ง-แรง นะครับ [หัวเราะรั่วๆ >,,<]
Tags: fic, fiction, gazette, kai, miyabi, miyavi, the gazette6 Comments